Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3282/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดตราจองที่ 3369ซึ่งมีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะในที่ดินโฉนดตราจองที่ 3369ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่โจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทในที่ดินจำเลยซึ่งเป็นที่ดินแปลงอื่นเป็นทางเดินผ่านไปสู่ทางสาธารณะหาได้ไม่ ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ โจทก์อ้างว่าใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอม มีผลเป็นการรอนสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น จึงต้องมีหลักฐานชัดแจ้งมั่นคงว่า โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิในทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์หรือโดยพลการต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิในทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์หรือโดยพลการหากแต่มีลักษณะว่าได้ใช้สิทธิในทางพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้นไม่ว่าโจทก์จะใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเข้าออกจากที่ดินของโจทก์มานานเพียงใดก็ตามทางพิพาทก็ไม่เป็นทางภารจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินของโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8509, 8510 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14331 ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยอยู่ติดกัน ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะนายชุบ โพธิ์พุ่ม เจ้าของที่ดินเดิมของจำเลยยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อทำทาง โจทก์ทั้งสองใช้ทางเดินเข้าออกสู่ถนนพญาเสือผ่านที่ดินจำเลยทางด้านทิศตะวันตก กว้าง 1.50 เมตรยาว 31 เมตรเศษ ติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยสงบเปิดเผย และเจตนาให้ได้ภารจำยอม ที่ดินของจำเลยจึงเป็นทางจำเป็นและทางภารจำยอมโดยอายุความจำเลยเพิ่งซื้อที่ดินดังกล่าวจากนางปราณี โพธิ์พุ่มบุตรนายชุบ เมื่อปี 2527 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2537 จำเลยล้อมลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทไม่ได้โจทก์ทั้งสองและบริวารเดินผ่าน

ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็นและทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่14331 ของจำเลย ทางด้านทิศตะวันตกกว้าง 1.50 เมตร ยาว 31 เมตรเศษให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเป็นทางจำเป็นและทางภารจำยอม หากจำเลยไม่สามารถทำการจดทะเบียนได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็นหรือทางภารจำยอม เนื่องจากขณะจำเลยซื้อที่ดินจากนางปราณีโพธิ์พุ่ม ไม่มีข้อภาระผูกพันให้โจทก์ทั้งสองเดินผ่านทางพิพาทแต่อย่างใด แต่โจทก์ทั้งสองขออนุญาตจำเลยเดินผ่านที่ดินจำเลยทางทิศตะวันตกเพียงชั่วคราว ซึ่งไม่ถึง 10 ปี และทางพิพาทมิได้กว้างถึง 1.50 เมตร ยาว 31 เมตร โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นดีกว่าทางเดินในที่ดินจำเลย ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ตามโฉนดตราจองที่ 3369 ซึ่งมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว และเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินของจำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ดินเลขที่14331 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลกจังหวัดพิษณุโลก ทางทิศตะวันตกกว้าง 1.50 เมตร ยาว 31 เมตร ตามแผนที่สังเขปหมายจ.5 เป็นทางภารจำยอมให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิเป็นทางภารจำยอม ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับและไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่8509 และ 8510 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่14331 ด้านหลังที่ดินจำเลยติดกับที่ดินโจทก์ทั้งสองทั้งสองแปลงดังกล่าว

ส่วนด้านหน้าที่ดินจำเลยติดกับถนนพญาเสือซึ่งเป็นทางสาธารณะ เดิมที่ดินของจำเลยเป็นของนายชุบ โพธิ์พุ่ม เมื่อนายชุดถึงแก่กรรมจึงเป็นมรดกตกได้แก่นายปราณี โพธิ์พุ่มแล้วนางปราณีได้โอนขายให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2527ทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 8510 ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่8511 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุวรรณ ธูปกรณ์ ส่วนด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 8509 ติดกับที่ดินของนายวิจิตรบัวทอง โจทก์ทั้งสองปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และใช้ทางพิพาทตามฟ้องเป็นทางเข้าออกจากบ้านสู่ถนนพญาเสือ คดีมีข้อวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและทางภารจำยอมหรือไม่สำหรับปัญหาข้อที่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า

เมื่อที่ดินโฉนดตราจองที่ 3369 มีทางออกสู่ถนนพญาเสือซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสองแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดตราจองที่ 3369 ดังนี้โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะในที่ดินโฉนดตราจองที่ 3369 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่โจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้นทั้งนี้ตามบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350โจทก์ทั้งสองจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทในที่ดินจำเลยซึ่งเป็นที่ดินแปลงอื่นเป็นทางเดินผ่านไปสู่ถนนพญาเสือซึ่งเป็นทางสาธารณะหาได้ไม่ ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งสองดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาจำเลยในปัญหานี้ฟังขึ้นส่วนปัญหาข้อที่ว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมหรือไม่แล้ววินิจฉัยว่า

โจทก์ทั้งสองอ้างว่าใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมมีผลเป็นการรอนสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น จึงต้องมีหลักฐานชัดแจ้งมั่นคงว่า โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิในทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์หรือโดยพลการต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่โจทก์ทั้งสองเบิกความเป็นทำนองว่าไม่ได้ใช้สิทธิในทางพิพาทอย่างเป็นปรปักษ์หรือโดยพลการ หากแต่มีลักษณะว่าได้ใช้สิทธิในทางพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เจือสมพยานจำเลยดังได้วินิจฉัยข้างต้น พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสอง ดังนั้นไม่ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองมานานเพียงใดก็ตาม คดีก็ฟังไม่ได้ว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความดังที่โจทก์ฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกันพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร · จรัญ หัตถกรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้