Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3272/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคีดแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำว่า "ศาลอื่น" หมายถึง ศาลชั้นต้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นปัญหาอำนาจของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลชั้นต้นกับอำนาจของศาลชั้นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวต้องยุติในศาลชั้นต้นเพื่อมิให้เป็นช่องทางแก่คู่ความในการประวิงคดี หากคู่ความไม่โต้แย้งหรือศาลชั้นต้นไม่ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาลและไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์เนื่องมาจากความผิดพลาดที่เกิดจากการมอบรถยนต์พิพาทให้แก่ ส. แล้ว ส. นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป ซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ดังนั้น หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 164,701.29 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ในต้นเงิน 224,701.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายประจำโชว์รูมสาขาบางนา นางสาวกัลยา พัฒนภักดี พนักงานขายประจำสาขาได้ขายรถยนต์คันพิพาทของโจทก์ให้แก่นางสาวสมลักษณ์ วงศ์ประเสริฐ แต่นางสาวสมลักษณ์ได้รับรถยนต์ไปแล้วยักยอกรถยนต์คันดังกล่าวไปโดยไม่มาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ในที่สุดโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย

ผู้ช่วยฝ่ายขายและพนักงานขายร่วมกันรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ เมื่อหักส่วนของผู้ร่วมรับผิดแล้วคงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบผ่อนใช่ค่าเสียหายเท่ากับราคารถยนต์ที่สูญหายในรูปของสัญญาเช่าซื้อตามฟ้อง เงินดาวน์จำนวน 97,196.26 บาท เป็นเงินดาวน์ของนางสาวสมลักษณ์และพนักงานขายรถยนต์คนอื่นร่วมกันให้โจทก์ราคาส่วนที่เหลืออีก 229,953.20 บาท ให้จำเลยที่ 1 รับผิดผ่อนชำระเดือนละ 4,800 บาทโดยโจทก์หักจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน จำเลยที่ 1 ไม่ได้เช่าซื้อรถยนต์และไม่ได้รับรถยนต์จากโจทก์ ขณะทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์สูญหายไปแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์คันพิพาทหรือใช้ราคารถยนต์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ใดๆ และดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกตกเป็นโมฆะขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 167,553.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 119,646.28 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนแต่ไม่เกิน 10 เดือน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่นให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำว่า "ศาลอื่น" หมายถึง ศาลชั้นต้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นปัญหาอำนาจของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลชั้นต้นกับอำนาจของศาลชั้นเดียวกันปัญหาดังกล่าวต้องยุติในศาลชั้นต้นเพื่อมิให้เป็นช่องทางแก่คู่ความในการประวิงคดีหากคู่ความไม่โต้แย้งหรือศาลชั้นต้นไม่ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว

แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาล และไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจศาลว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้ ในคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อบังคับให้ชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่ได้เช่าซื้อและไม่ได้รับรถยนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โดยไม่ได้โต้แย้งอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพิ่งยกเป็นประเด็นข้อต่อสู้ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้ แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลาง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่าสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ กับศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษานอกฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขาบางนา มีหน้าที่บริหารงานการขาย เมื่อปี 2535 นางสาวกัลยา พัฒนภักดี พนักงานขายประจำสาขาบางนา ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวสมลักษณ์ วงศ์ประเสริฐ ในราคา 299,000 บาท โดยนางสาวสมลักษณ์วางเงินดาวน์ไว้ 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำรถยนต์ไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา

จำกัด หลังจากส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวสมลักษณ์ไปแล้วต่อมาปรากฏว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด ไม่อนุมัติให้นางสาวสมลักษณ์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาท เนื่องจากเอกสารของนางสาวสมลักษณ์เป็นเอกสารปลอมและนางสางสมลักษณ์ได้นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป โจทก์ได้ส่งพนักงานมาสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดให้จำเลยที่ 1 และนางสาวกัลยาร่วมกันรับผิดในความเสียหายของรถยนต์พิพาทโดยให้นางสาวกัลยารับผิดเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งหมดโดยให้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และผ่อนชำระโดยหักเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน เดือนละ 4,800 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 หลังจากโจทก์หักเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ได้ 13 เดือนแล้ว

โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนระบบการขายใหม่ จำเลยที่ 1 จึงผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า การทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นการประกันการทำงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ 1 แสดงให้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากการมอบรถยนต์พิพาทให้นางสาวสมลักษณ์ไป แล้วนางสาวสมลักษณ์นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป เป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้

ดังนั้น หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต ตุลยสิงห์ · สายันต์ สุรสมภพ · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้