Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3262/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีแรงงาน กรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จำเลยต้อง กล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ คำให้การของจำเลยที่ให้การถึง เหตุแห่งการเลิกจ้างว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ได้ ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วย กฎหมายของนายจ้างมาโดยตลอด ..." นั้นมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วย กฎหมายในเรื่องใด และเมื่อใด ดังนั้นการที่ ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ออกปฏิบัติงานตาม หมายกำหนดเดินทางออกต่างจังหวัดตาม ที่จำเลยที่ 1 กำหนดและโจทก์ทำยอดขายไม่ได้ตาม ที่ตกลง ไว้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่มิได้มีปรากฏในคำให้การเมื่อ ศาลแรงงานกลาง นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างแล้ววินิจฉัยว่าไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเมื่อเหตุแห่งการเลิกจ้างที่ ศาลแรงงานกลาง ยกขึ้นวินิจฉัยไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุจะอ้างได้ตาม กฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจะเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เป็นข้อเท็จจริงเมื่อ ศาลแรงงานกลาง ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกา ต้อง ย้อนสำนวนไปให้ ศาลแรงงานกลาง วินิจฉัยก่อน จำเลยจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงระหว่างเดินทางไปขายสินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ แก่โจทก์โดย สม่ำเสมอพร้อมกับเงินเดือน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างตาม ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2529 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งพนักงานขายสินค้าต่างจังหวัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 3,500 บาท และเบี้ยเลี้ยงระหว่างเดินทางไปขายสินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ ประมาณ 25 วันต่อเดือน เดือนละ 8,500 บาท รวมเป็นรายได้ประจำเดือนละ 12,000 บาท ในการเข้าทำงานดังกล่าว โจทก์ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 4217 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานครมอบให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นการค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2531จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยกลั่นแกล้งใส่ความโจทก์และไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย

พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 4217ดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า เหตุที่จำเลยที่1 เลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ เบียดบังเงินที่เก็บจากลูกค้าของจำเลยที่ 1 ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว และปลอมเอกสาร โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมาโดยตลอด จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย จำนวนค่าจ้างที่โจทก์นำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนออกจากงาน โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1จำนวน 4,000 บาท และในการเข้าทำงาน จำเลยที่ 1 ได้มอบกระเป๋าหนังราคา 2,000 บาทแก่โจทก์ไปยืมใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบคืนแก่จำเลยที่ 1 รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 6,000 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแย้งอีก 300 บาทขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้เงิน 6,300 บาทแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 6,000 บาท

นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 32,000 บาท (หักด้วยหนี้เงิน 4,000 บาทแล้ว)พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองคืนโฉนดเลขที่ 4217 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ คำขออื่นทั้งสองฝ่ายนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในคำให้การเห็นว่ากรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จำเลยจะต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ แต่คำให้การของจำเลยที่ให้การถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า"การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างมาโดยตลอด..." นั้น มิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในเรื่องใดและเมื่อใด ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ออกปฏิบัติงานตามหมายกำหนดเดินทางออกต่างจังหวัดตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด และโจทก์ทำยอดขายไม่ได้ตามที่ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 นั้น จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่มิได้มีปรากฏในคำให้การ

เมื่อศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างแล้ววินิจฉัยว่าไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ เมื่อเหตุแห่งการเลิกจ้างที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นมาวินิจฉัย ไม่อาจจะนำมาอ้างเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุจะอ้างได้ตามกฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนจำนวนเงินต่าง ๆ ที่โจทก์เรียกร้องมารวมทั้งค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจะเป็นเท่าใดนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในปัญหาดังกล่าวต่อไปส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า

จะนำเงินเบี้ยเลี้ยงจำนวนแ 8,500บาท มาคิดเป็นค่าจ้างไม่ได้ และเงินจำนวนนี้เมื่อใช้จ่ายไปแล้วจะเหลือเดือนละประมาณ 400 บาท เห็นว่า จำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้วว่า เงินจำนวนนี้จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์โดยสม่ำเสมอพร้อมกับเงินเดือน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน อันอยู่ในความหมายของคำว่าค่าจ้างตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 ซึ่งถือเอาวิธีการจ่ายเงินและเงินหรือสิ่งของเป็นสำคัญว่าเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือไม่เท่านั้น มาเป็นหลักในการพิจารณาว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ มิใช่จะต้องพิจารณาว่าลูกจ้างใช้จ่ายเงินนั้นเหลือเท่าใดจึงจะถือว่าส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาปัญหาเรื่องค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · เคียง บุญเพิ่ม · ปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้