Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 จะต้องได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏไว้เลยว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างหรือไม่ อย่างไร ในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถือว่าฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิด กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 465,613.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 442,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 19,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดด้วยการขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0836 สระบุรี โดยประมาทเลินเล่อกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 หยุดรถไม่ทันเป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้ามาเฉี่ยวชนรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิ้ลยู รุ่น 323 ไอ รุ่นปี 2001 หมายเลขทะเบียน สล 8880 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยในวงเงิน 730,000 บาท จากทางด้านหลังไปทางด้านข้างและหลังคาไปจนถึงด้านหน้าขวาได้รับความเสียหายมากเกือบตลอดคันรายละเอียดตามภาพถ่าย ซึ่งโจทก์นำสืบอ้างว่า โจทก์ไม่สามารถซ่อมแซมรถประกันให้คืนกลับสภาพเดิมได้

เนื่องจากถูกชนได้รับความเสียหายเกือบตลอดคัน วันที่ 30 มกราคม 2551 โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรับไปแล้วร้อยละ 90 ของวงเงินประกันภัยเป็นเงิน 657,000 บาท ตามหนังสืออนุมัติจ่ายและหลักฐานการจ่ายเงินของโจทก์ให้ผู้เอาประกันภัยรับเงินไป ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้โอนกรรมสิทธิ์ในรถประกันให้โจทก์นำไปขายต่อตามสภาพเป็นซากรถได้เงินมา 215,000 บาท คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไป 442,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยก่อนว่ากรณีเป็นอย่างที่โจทก์นำสืบหรือไม่

ได้พิจารณาตามภาพถ่ายแล้ว ปรากฏชัดเจนอย่างที่โจทก์นำสืบว่ารถประกันถูกชนได้รับความเสียหายมากเกือบตลอดคันจนไม่อาจซ่อมแซมได้ กรณีไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา เมื่อโจทก์มีหลักฐานการจ่ายเงินของโจทก์ให้ผู้เอาประกันภัยรับเงินไปมาแสดงต่อศาล แม้ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ลงลายมือชื่อรับเงินอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบโต้แย้งการจ่ายเงินของโจทก์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงรับฟังได้ว่า โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรับไปแล้วอย่างที่โจทก์นำสืบ ส่วนที่โจทก์นำรถประกันไปขายต่อตามสภาพเป็นซากรถ แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาลอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา แต่ก็น่าเชื่อว่าโจทก์นำไปขายจริง

เนื่องจากไม่มีเหตุอะไรที่โจทก์จะเก็บซากรถไว้ให้เปลืองค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและเมื่อพิจารณาสภาพซากรถแล้วก็น่าเชื่อว่าโจทก์ขายได้ราคา 215,000 บาท จริงอย่างที่โจทก์นำสืบ และไม่มีเหตุที่จะคิดไปได้ว่าโจทก์นำรถประกันไปซ่อมแซมให้อยู่สภาพดีก่อนแล้วนำไปขายต่อทีหลังในราคาใกล้เคียงกับที่ซื้อรถอย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นการผิดปกติวิสัยของบริษัทประกันภัยอย่างเช่นโจทก์จะพึงปฏิบัติโดยเหตุที่โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยอยู่ในความควบคุมของรัฐ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการขายรถที่ไปเอารถถูกชนมาซ่อมแล้วนำไปขายอย่างเช่นธุรกิจขายรถมือสอง และเมื่อคิดหักแล้วคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไป 442,000 บาท อย่างที่โจทก์นำสืบ เมื่อค่ารถยก 4,000 บาท รวมอยู่ในส่วนนี้แล้วถือว่าโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวแล้วในศาลชั้นต้น

ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่าค่ารถยกไม่ได้ยกว่ากล่าวฟังไม่ขึ้น โจทก์มีสิทธิเรียกค่ารถยกได้ ซึ่งกรณีถือว่าโจทก์นำสืบค่าเสียหายแล้วกรณีไม่ใช่โจทก์ไม่นำสืบอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ระหว่างการเจรจาที่สถานีตำรวจมีช่างซ่อมรถยนต์ของอู่สองคอนเจริญยนต์ ซึ่งเป็นคนกลางมาประเมินความเสียหายของรถประกันเป็นเงินเพียง 250,000 บาท เท่านั้นตามบันทึกการตรวจพิสูจน์เครื่องอุปกรณ์รถยนต์และสภาพความเสียหาย ก็ไม่มีน้ำหนักรับฟัง เนื่องจากขัดแย้งกับความเสียหายที่ปรากฏชัดเจนตามภาพถ่าย อีกประการหนึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงโจทก์ก็คงซ่อมแซมรถประกันไปแล้ว โจทก์คงไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงินถึง 657,000 บาท

เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า โจทก์ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เพียง 50,000 บาท เท่านั้น เนื่องจากตอนแรกที่โจทก์มีหนังสือ ไปถึงจำเลยที่ 1 เรียกร้องค่าเสียหายเพียง 69,700 บาท แต่ได้มีการเจรจาตกลงกันจนกระทั่งมีการจ่ายเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท ก็น่าเชื่อว่าโจทก์แสดงเจตนาไปโดยหลงผิดทั้งหมด ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองว่าโจทก์ไม่ได้หลงผิดเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์มีความชำนาญเป็นอย่างดี ก่อนที่จะออกหนังสือ ของโจทก์ก็ได้ตรวจสอบเอกสารทั้งหมดแล้วฟังไม่ขึ้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้ อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทอย่างที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาเนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องยอมระงับข้อพิพาทไม่เรียกร้องค่าเสียหายในส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 1 กรณีเป็นข้อตกลงรับชำระค่าเสียหายเพียงบางส่วนเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ไปบางส่วนแล้วเป็นเงิน 50,000 บาท จึงยังคงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้โจทก์อีก 392,000 บาท ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 จะต้องได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏไว้เลยว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างหรือไม่

อย่างไร ในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถือว่าฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในอันที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิด กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้ฎีกาโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นสาระสำคัญอันควรแก่วินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 392,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรศักดิ์ ไวกาสี · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้