Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3244/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีคำสั่งให้จำเลยออกจากราชการ ก็สืบเนื่องมาจากจำเลยแจ้งความประสงค์จะออกจากราชการไปเป็นพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ดังนั้น จำเลยจะอ้างว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นออกคำสั่งให้จำเลยออกจากราชการ เพื่อให้จำเลยพ้นจากความรับผิดที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามสัญญาการรับทุนหาได้ไม่ ตามสัญญาการรับทุน ก.พ. เพื่อไปศึกษาวิชาในต่างประเทศถ้าจำเลยรับราชการไม่ครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงไว้ จำเลยจะต้องรับผิดใช้ทุน ก.พ. ที่โจทก์จ่ายไปแล้วรวมทั้งเบี้ยปรับ โดยลดลงตามส่วนจำนวนเวลาที่จำเลยรับราชการชดใช้ไปบ้างแล้ว เว้นแต่ในกรณีซึ่ง ก.พ. และกระทรวงการคลังจะใช้ดุลพินิจเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควรให้จำเลยพ้นความรับผิดเมื่อจำเลยออกจากราชการก่อนครบกำหนดตามสัญญาแม้ว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีคำสั่งให้จำเลยออกจากราชการตามความในข้อ 10 และข้อ 24 แห่งกฎทบวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507 ประกอบด้วยมาตรา 96(2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นกรณีสั่งให้ออกจากราชการเมื่อข้าราชการผู้นั้นสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการก็ตาม แต่จำเลยยังคงมีความผูกพันตามสัญญาการรับทุนดังกล่าว เมื่อ ก.พ.และกระทรวงการคลังยืนยันให้จำเลยรับผิดตามสัญญาอีกทั้งกรณีของจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2523 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสอบแข่งขันหรือคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนของรัฐบาล (ทุน ก.พ.) ไปศึกษาอบรมหรือดูงานตามความต้องการของกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายพลเรือน จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกและอนุมัติจากโจทก์ให้เป็นนักเรียนทุน ก.พ. ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ไปศึกษาวิชาวิศวกรรมโยธา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากับโจทก์ว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรม แล้ว จำเลยที่ ๑ จะรับราชการอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่จำเลยที่ ๑ ได้ศึกษาวิชาในต่างประเทศ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมเข้ารับราชการตามที่โจทก์กำหนด จำเลยที่ ๑ ยอมชดใช้ทุน

ก.พ. ที่โจทก์ได้จ่ายไปทั้งสิ้นกับใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับทุน ก.พ. ดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทันที และหากจำเลยที่ ๑ รับราชการไม่ครบตามกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ยอมรับผิดชดใช้ทุน ก.พ. ที่โจทก์จ่ายไปแล้ว รวมทั้งเบี้ยปรับอีกจำนวนหนึ่งดังกล่าวโดยลดลงตามส่วนจำนวนเวลาที่จำเลยที่ ๑ รับราชการชดใช้ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้โดยมีนางยื้อ แซ่อึ๊ง ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้ไปศึกษาอยู่เป็นเวลา ๒,๒๐๐ วัน และใช้ทุน ก.พ. ไปทั้งสิ้นเป็นเงินไทย ๒,๐๕๗ บาท และเป็นเงินสหรัฐอเมริกา ๒๔,๑๘๑.๑๗ ดอลลาร์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ จะต้องรับราชการชดใช้ทุน ก.พ. มีกำหนด ๔,๔๐๐ วัน เมื่อจำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว

จำเลยที่ ๑ ได้เข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ออกจากราชการไปปฏิบัติงานที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยังเหลือเวลาที่ต้องรับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาอีก ๙๕๐ วัน เป็นการผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดชดใช้ทุน ก.พ. ที่โจทก์จ่ายไปและใช้เบี้ยปรับเท่ากับจำนวนทุน ก.พ. โดยลดลงตามส่วนที่รับราชการชดใช้ไปบ้างแล้ว เป็นเงินไทย ๙๒๕.๖๕ บาท และเป็นเงินสหรัฐอเมริกา ๑๐,๘๘๑.๕๓ ดอลลาร์ นางยื้อผู้ค้ำประกันได้ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทผู้รับมรดกของนางยื้อ กองมรดก และจำเลยที่ ๒ ในฐานะทายาทจึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๒๕๑,๗๔๔.๙๑ บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้สอบชิงทุนได้และได้ทำสัญญาการรับทุนกับโจทก์จริง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้เข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างรับราชการอยู่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจได้ขอตัวจำเลยที่ ๑ ไปรับการบรรจะทำงานเกี่ยวกับการออกแบบสะพาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นเห็นว่าจำเลยที่ ๑ จะไปทำงานให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้มากกว่า จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการเพื่อไปบรรจุเข้าทำงานที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เมื่อจำเลยออกจากการเป็นข้าราชการแล้ว จำเลยก็เข้าทำงานที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยตลอดมา คำสั่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นดังกล่าวได้สั่งโดยอาศัยอำนาจของโจทก์ซึ่งระบุไว้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย

พ.ศ. ๒๕๐๗ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ การที่จำเลยที่ ๑ ต้องออกจากราชการเพราะคำสั่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งอาศัยอำนาของโจทก์ ถือว่าโจทก์เป็นผู้สั่งให้จำเลยออกจากราชการและโจทก์เป็นผู้ทำให้เกิดการผิดสัญญาขึ้นเอง สัญญาการรับทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ข้อ ๖ และข้อ ๗ มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นโมฆะ จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาที่จะออกจากการรับราชการ และไม่เคยมีเจตนาทำการอันใดเป็นการผิดสัญญา แต่จำเลยที่ ๑ จำต้องออกจากราชการเพราะมีคำสั่งให้ออกจึงเป็นการพ้นวิสัยและเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ ๑ จะปฏิบัติตามสัญญาใด ในกรณีที่ผู้ได้รับทุนจากโจทก์ไปศึกษาวิชาในต่างประเทศกลับมาแล้วขอลาออกจากราชการตามความต้องการของรัฐบาลนั้นมีมติคณะรัฐมนตรีวินิจฉัยไว้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับการผ่อนผันไม่ต้องชดใช้เงินตามสัญญา

จำเลยที่ ๑ มิใช่ลาออกจากราชการ แต่เป็นเรื่องที่ทางราชการสั่งให้จำเลยออกจากราชการ จะถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดสัญญาเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์จำนวน ๒๕๑,๗๔๔.๙๑ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการตามเอกสารหมาย จ.๘ แสดงว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นประสงค์จะให้จำเลยที่ ๑ ไปปฏิบัติงานเป็นพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๑ ควรได้รับการยกเว้นโดยไม่อาจถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์นั้น

พิเคราะห์แล้ว ตามเอกสารหมาย จ.๒๖ จำเลยที่ ๑ ได้ทำบันทึกถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นว่า จำเลยที่ ๑ มีความประสงค์จะขอไปปฏิบัติงานที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ เป็นต้นไป ขอให้อธิการบดีพิจารณาอนุมัติและสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการเพื่อไปบรรจุเป็นพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยต่อไป ต่อมาวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๒๖ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการตามเอกสารหมาย จ.๘ เห็นได้ว่าการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการ ก็สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกแจ้งความประสงค์จะออกจากราชการไปเป็นพนักงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.๒๖ จำเลยที่ ๑ จะอ้างว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นออกคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ พ้นจากความรับผิดที่จำเลยที่ ๑ มีต่อโจทก์ตามสัญญาการรับทุนเอกสารหมาย

จ.๑ หาได้ไม่ แม้ว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการตามความในข้อ ๑๐ และข้อ ๒๔ แห่งกฎหมาย ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๐๗ ประกอบด้วยมาตรา ๙๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นกรณีสั่งให้ออกจากราชการเมื่อข้าราชการผู้นั้นสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ยังคงมีความผูกพันตามสัญญาการรับทุนเอกสารหมาย จ.๑ ข้อ ๖ และข้อ ๗ กล่าวคือ ถ้าจำเลยที่ ๑ รับราชการไม่ครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงไว้ จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดใช้ทุน ก.พ. ที่โจทก์จ่ายไปแล้วรวมทั้งเบี้ยปรับโดยลดลงตามส่วนจำนวนเวลาที่จำเลยที่ ๑ รับราชการชดใช้ไปบ้างแล้ว

เว้นแต่ในกรณีซึ่ง ก.พ. และกระทรวงการคลังจะใช้ดุลพินิจพิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควรให้จำเลยที่ ๑ พ้นความรับผิดแต่ปรากฎข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า ทั้ง ก.พ. และกระทรวงการคลังยืนยันให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญา อีกทั้งกรณีของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับการยกเว้นตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๓ ตามเอกสารหมาย จ.๑๔ ที่จะไม่ต้องชดใช้เงินฐานผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ออกจากราชการก่อนครบกำหนดตามสัญญา จำเลยที่ ๑ ก็ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ชลิต ประไพศาล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายบุญช่วย คงเมือง
ศาลอุทธรณ์ - นายสมพงษ์ สนธิเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้