Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3241/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญากู้ระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนด (สูงกว่าร้อยละ 9.5) เมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญากู้เงิน ฉบับพิพาท ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอนชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิ ผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่เมื่อใดก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้ มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง สมควร เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้ยืมจำนวน ๕๕๑,๒๖๗.๖๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๔๖๕,๔๕๖.๗๒ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งให้จำเลยขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๘๙,๐๑๖.๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน ๔๖๕,๔๕๖.๗๒ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๓๔๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๔๙๖ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ ๔๙๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๙.๕ ต่อปี และยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของโจทก์ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.๑๕ กำหนดชำระหนี้คืนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๕ ปี รายละเอียดปรากฏตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๗ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้จำเลยได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นเงิน ๔๙๐,๐๐๐ บาท ปรากฏตามสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย

จ.๘ จ.๙ หลังจากกู้เงินไปแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โดยชำระเงิน ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นเงิน ๔,๓๐๐ บาท ปรากฏตามรายการเคลื่อนไหวเงินกู้เอกสารหมาย จ.๑๑ โจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยคิดเพียงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์ ๔๖๕,๔๕๖.๗๒ บาท ดอกเบี้ยอีก ๘๕,๘๑๐.๙๗ บาท รวมเป็นหนี้ที่ค้างชำระเงินทั้งสิ้น ๕๕๑,๒๖๗.๖๙ บาท มีปัญหาวินิจฉัยมาสู่ศาลฎีกาของโจทก์ว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยตามสัญญากู้เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่าตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๗ ที่โจทก์ทำกับจำเลยนั้น ทำในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ ความในสัญญา ข้อ ๑ ระบุว่า "ผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ใน

อัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปี โดยมีระยะเวลา ๕ ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ส่วนระยะเวลากู้ที่เหลือผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคาร ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้โดยผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้าทั้งนี้ให้ถือเอาปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะชำรำะหนี้ตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว" ความในสัญญาดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์ ในอัตราร้อยละ ๙.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ทำสัญญากู้จนถึงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ พ้นจากวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ได้

แม้ในสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๘ จะระบุว่าจำเลยจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันโดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปีก็ตาม หนี้ตามสัญญาจำนองก็เป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประมาณ เมื่อใดจำเลยจะต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราใด ต้องดูข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานเป็นหลัก มิใช่ว่าจำเลยจะต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองให้แก่โจทก์ อัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจำนองเสมอไปแต่อย่างใด ได้ความว่าโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รวม ๔ ครั้ง รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.๑๐ ศาลฎีกาตรวจดูแล้ว ครั้งที่ ๑ ปรับเปลี่ยนเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๐ จากร้อยละ ๙.๕ เป็นร้อยละ ๑๒ และครั้งที่ ๔ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ ปรับเปลี่ยนจากร้อยละ ๑๑.๕ เป็นร้อยละ ๑๙ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ทุกครั้งยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลา ๕ ปี ที่กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ต้องเสีย

ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ในอัตราร้อยละ ๙.๕ แสดงว่าโจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยอาศัยเหตุที่จำเลยผิดนัด ตามความในสัญญากู้ข้อ ๓ ที่ระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดไว้ไม่ว่างงวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนด (สูงกว่าร้อยละ ๙.๕) เมื่อใดก็ได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญา กู้เงินเอกสารหมาย จ.๗ ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แน่นอนแล้วจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลาที่แน่นอนชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังให้สิทธิผู้ให้กู้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ใหม่ก็ได้เมื่อผู้กู้ผิดนัดเช่นนี้มีลักษณะเป็นค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ เมื่อศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนย่อมมีอำนาจลดลงได้

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ศาลจะฟังเป็นเบี้ยปรับก็ไม่ถือว่าสูงเกินส่วนนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน .

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงราย - นายยุทธนา จันทร์บรรจงศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้