Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3240/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จดทะเบียนภารจำยอมที่พิพาทโดยอ้างเหตุเจ้าของรวมคนหนึ่งของสามยทรัพย์ได้ใช้สิทธิมาแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1396 ได้หรือไม่ โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกาและมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เจ้าของเดิมปลูกบ้านในที่ดินของตนเอง ต่อมาโจทก์อ้างว่าโจทก์รับโอนบ้านจำเลยรับโอนที่ดิน ดังนี้ กรณีจะปรับเข้ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 หาได้ไม่เพราะมาตรา 1310 เป็นเรื่องสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น บ้านเป็นส่วนควบของที่ดิน หากจำเลยซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมโดยสุจริตจำเลยย่อมได้บ้านไปด้วยตามหลักส่วนควบดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 วรรคสอง ประเด็นเรื่องส่วนควบเป็นประเด็นที่ว่ากันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นและจำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อนี้เสียเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1), 247 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ล. ตามคำสั่งศาลก่อนตาย ล. เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ ๑๐๔/๑ ซึ่งปลูกในที่ดินโฉนดที่ ๖๖๔๕๘ ของ ล. เอง ล. ได้จดทะเบียนโอนเฉพาะที่ดินให้ ฉ. ต่อมาจำเลยที่ ๑ โดยความยินยอมของจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นสามีได้จดทะเบียนซื้อที่ดินและบ้านดังกล่าวจาก ฉ.โดยจำเลยที่ ๑ ไม่สุจริตเพราะรู้อยู่แล้วว่าบ้านเป็นของ ล. นิติกรรมการซื้อขายบ้านจึงเป็นโมฆะ และโดยที่ ล. ปลูกบ้านในที่ดินติดต่อกันมากกว่า ๑๐ ปีเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้จึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมให้บ้านดังกล่าวอยู่ในที่ดินจำเลยได้ตลอดไป หรือถ้าจำเลยจะเอาบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ก็ต้องใช้ราคา แต่จำเลยกลับเข้าครอบครองบ้านดังกล่าวและเก็บค่าเช่า

ขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๔๕๘ เฉพาะส่วนบ้านเลขที่ ๑๐๔/๑ เป็นโมฆะ ให้จำเลยร่วมกันจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับบ้านดังกล่าวหรือใช้ราคาบ้านเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยคืนค่าเช่าบ้านที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๑๑,๖๙๐ บาท กับใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องอีกเดือนละ ๘๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์จนกว่าจะส่งมอบบ้านและจดทะเบียนภารจำยอมหรือชดใช้ราคาบ้านให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อบ้านมาโดยสุจริต ไม่เคยทราบมาก่อนว่า ฉ. ไม่มีกรรมสิทธิในบ้าน นอกจากนี้บ้านยังเป็นส่วนควบของที่ดินบ้านพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยด้วย ส่วนค่าเช่าเป็นดอกผลนิตินัยจากทรัพย์ของจำเลยย่อมตกเป็นของจำเลยโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๔๕๘ เฉพาะบ้านเลขที่ ๑๐๔/๑ ให้จำเลยคืนค่าเช่า ๑๑,๖๙๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๗๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบบ้านพิพาทคืนหรือใช้ราคาบ้าน ๒๒,๗๕๐ บาทแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาบ้านพิพาทนั้นให้ยกเสียด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมบ้านเลขที่ ๑๐๔/๑ ให้โจทก์ หรือใช้ราคาบ้านแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นเรื่องภารจำยอมนั้นโจทก์บรรยายฟ้องว่า ด้วยเหตุที่ ล. ได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ ๑๐๔/๑ โดยสุจริตที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๔๕๘ ของตนเองมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ ติดต่อกันเรื่อยมาเกินกว่า ๑๐ ปี เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมให้บ้านเลขที่ ๑๐๔/๑ ของโจทก์ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยได้ตลอดไป ดังนี้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ม. และ ล. เป็นสามีภริยากันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ จึงเป็นเจ้าของร่วมกันในบ้านพิพาทนับตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านแม้ ล. จะเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียว ก็หาทำให้บ้านซึ่งเป็นสามยทรัพย์ตามสิทธิของ

ม. อยู่แล้วเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นไม่ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๖ บัญญัติว่า ภารจำยอมซึ่งเจ้าของรวมแห่งสามยทรัพย์คนหนึ่งได้มาหรือใช้อยู่นั้น ท่านให้ถือว่าเจ้าของรวมได้มาหรือใช้ด้วยกันทุกคน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้จดทะเบียนภารจำยอมได้ตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่าโจทก์เพิ่งจะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ฎีกา มิได้ยกหรือว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยใช้ราคาบ้านพิพาทโดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินใช้ราคาโรงเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ นั้น

เห็นว่า กรณีเช่นนี้จะปรับกับมาตรา ๑๓๑๐ หาได้ไม่เพราะมาตรา ๑๓๑๐ เป็นเรื่องสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่น แต่คดีนี้ ล. ปลูกบ้านในที่ดินของตนเอง ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินใช้ราคาโรงเรือนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ดังที่โจทก์ฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าบ้านตามปกติเป็นส่วนควบของที่ดินหากจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินโดยสุจริตจาก ฉ. ดังที่ต่อสู้ไว้ จำเลยที่ ๑ ย่อมได้บ้านไปด้วยตามหลักของส่วนควบดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๗ วรรคสอง แต่ถ้าไม่สุจริตโดยขณะซื้อรู้อยู่แล้วว่าบ้านพิพาทมิใช่กรรมสิทธิ์ของ ฉ. จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในบ้านนั้น

สำหรับประเด็นเรื่องส่วนควบนี้เป็นประเด็นที่ว่ากันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว และจำเลยทั้งสองได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในชั้นศาลอุทธรณ์ด้วยแล้ว หากแต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ให้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้เสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓(๑) และมาตรา ๒๔๗ และวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจาก ฉ. โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ ๑ จึงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗ วรรคสอง ฉะนั้นโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมบ้านพิพาทให้โจทก์ หรือใช้ราคาบ้าน คืนค่าเช่าและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หาได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สหัส สิงหวิริยะ · อัมพล สุวรรณภักดี · สมบูรณ์ บุญภินนท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายอรรถวิทย์ วรรธนะวินิจ
ศาลอุทธรณ์ - นายประการ กาญจนศูนย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้