คำฟ้องและคำให้การ
คดี 2 สำนวนพิจารณาพิพากษารวมกันโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรในฐานะเป็นบุคคลไม่นับเป็นคนเข้าเมืองได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 มาตรา 20(4), 58, 67 กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 ข้อ 13จำเลยให้การปฏิเสธศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ว่า วันที่ 27 มกราคม 2510จำเลยทั้งสองได้รับอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศไทยตามหนังสือแสดงการออกจากประเทศไทยซึ่งเจ้าพนักงานแผนกตรวจพาหนะทางท่าอากาศยานดอนเมืองได้ตรวจประทับตราแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่เดินทางออกไป (แล้วจำเลยทั้งสองไปรายงานตัวว่าไม่ได้ออกและได้ยื่นคำร้องขอเป็นคนเข้าเมือง) ในระหว่างพิจารณาขอเป็นคนเข้าเมืองจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2510
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยกลับใจไม่เดินทางออกไป จำเลยได้แจ้งต่อกองตรวจคนเข้าเมืองเท่ากับว่าจำเลยได้แจ้งความเปลี่ยนแปลงเพิกถอนคำแจ้งความของจำเลย ที่ว่าจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นเสียแล้ว และจำเลยได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยได้ จึงเป็นการอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ทำให้ผู้ใดได้รับความเสียหาย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยแจ้งความเท็จ ส่วนข้อหาตามมาตรา 267 นั้น ตามที่จำเลยแจ้ง (บัตรแสดงการออกจากประเทศไทย)จำเลยเขียนขึ้นเองซึ่งไม่ถือเป็นความเท็จ กรณีก็ไม่เข้าเกณฑ์ความผิดตามบทมาตราที่โจทก์ฟ้องพิพากษายืน