Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3224/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและห้องแถวพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ต่อมากลับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและห้องแถวพิพาทตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นเป็นการผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหายโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาหรือใช้ค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขายที่ดินและห้องแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3ถึง ที่ 5 ในราคา 900,000 บาท มากกว่าราคาที่ขายให้แก่โจทก์100,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเป็นความเสียหายของโจทก์ที่ควรจะได้รับเนื่องจากการผิดสัญญาด้วยแต่เนื่องจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้กำหนดความเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ ในจำนวนเงิน 100,000 บาท ไว้แล้ว โจทก์จะได้รับค่าเสียหายเกินกว่าเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อแสดงให้เห็นได้ว่าความเสียหายของตนมีสูงกว่าจำนวนเบี้ยปรับตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3025 และห้องแถวเลขที่ 960 ซึ่งอยู่บนที่ดินดังกล่าวโดยนายแคะ แซ่เบ้ เป็นผู้เช่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2527โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมห้องแถวเลขที่ 960 ในราคา 840,000 บาท โจทก์วางมัดจำวันทำสัญญา100,000 บาท ที่เหลือจะชำระเมื่อห้องแถวเลขที่ 960 นั้น ปราศจากการรอนสิทธิและจำเลยที่ 1 ที่ 2 แจ้งให้โจทก์ชำระ เมื่อวันที่ 29ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่3025 พร้อมห้องแถวเลขที่ 960 ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 บุตรของนายแคะ แซ่เบ้ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 รู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบจะไม่ได้รับโอนที่ดินพร้อมห้องแถวเลขที่960 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ก็รู้ความจริงอยู่แล้วว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมห้องแถวดังกล่าวแต่ก็ยังร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฉ้อฉลโจทก์

โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งห้าเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์และถือได้ว่าสละสิทธิตามสัญญาที่จะกำหนดเวลาให้โจทก์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือและจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมห้องแถวเลขที่ 960 แก่โจทก์ ค่าเสียหายของโจทก์ ได้แก่ค่าที่ดินพร้อมห้องแถวเลขที่ 960 ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 360,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เท่ากับค่าเช่าที่ดินพร้อมห้องแถวนับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 15 เดือน เป็นเงิน75,000 บาท ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องชดใช้ตามสัญญา100,000 บาท ค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยร้อยละ 12.5 ต่อปีในต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2527 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,580 บาท

รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 549,580 บาท นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องเสียดอกเบี้ยในค่าเสียหายในส่วนราคาที่ดินพร้อมตึกแถวที่เพิ่มขึ้น ค่าเช่าและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาดังกล่าวมาแล้ว รวมเป็นเงิน 535,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ และต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยร้อยละ 12.5 ต่อปี ในต้นเงิน 100,000 บาท ไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ จำเลยที่ 3 ถึง 5 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2รับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายเกี่ยวกับที่ดินที่เพิ่มขึ้น 360,000บาท ค่าขาดประโยชน์ 75,000 บาท รวมเป็นเงิน 435,000 บาท และร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน435,000 บาท ไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จ

ขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3025เฉพาะส่วนที่ตั้งห้องแถวเลขที่ 960 พร้อมทั้งห้องแถวเลขที่ 960ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึง 5 หากจำเลยทั้งห้าไม่ยอมปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาเพิกถอนแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3025 เฉพาะส่วนที่ตั้งห้องแถวเลขที่ 960พร้อมห้องแถวเลขที่ 960 แก่โจทก์พร้อมทั้งรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือไปจากโจทก์ โดยหักค่าเสียหาย 100,000 บาท และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 12.5 ต่อปี ในต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2527 จนถึงวันจดทะเบียนโอน หากจำเลยที่ 1ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาจดทะเบียนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 หากไม่สามารถเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมห้องแถวเลขที่ 960 ได้ก็ขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 คืนเงินมัดจำ 100,000 บาทแก่โจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์549,580 บาท และให้จำเลยที่ 3 ถึง 5 รับผิดร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 435,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินค่าเสียหายตามสัญญา 100,000 บาท และร้อยละ 12.5 ต่อปีในต้นเงินค่ามัดจำ 100,000 บาท

นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 435,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า ที่ดินและห้องแถวดังกล่าวนายแคะ แซ่เบ้ ผู้เช่าไม่ยอมออกจากสถานที่เช่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า

จำเลยทั้งสองต้องฟ้องขับไล่และเห็นว่าจะต้องใช้เวลานานและไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ได้ จึงได้ขอบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงจะคืนเงินมัดจำพร้อมทั้งค่าเสียหายตามสัญญาซึ่งโจทก์ก็ตกลง ต่อมาจำเลยทั้งสองจึงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่นายแคะ แซ่เบ้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่นายแคะ แซ่เบ้ หลังจากจำเลยโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไปแล้ว ก็แจ้งให้โจทก์มารับเงินมัดจำและค่าเสียหาย แต่โจทก์ปฏิเสธที่จะรับคืน โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากราคาที่ดินและตึกแถวที่เพิ่มขึ้น ที่ดินและตึกแถวหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 160 บาท

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 75,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย100,000 บาท จากจำเลยทั้งสองเพราะตามสัญญาโจทก์จะเรียกได้ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองได้รับค่าที่ดินและตึกแถวตามสัญญาข้อ 3ครบถ้วนแล้ว และไม่โอนที่ดินและตึกแถวแก่โจทก์ในเวลากำหนดโจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินแก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี ของธนาคารกรุงเทพ จำกัดไม่ถึงร้อยละ 12.5 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง 14,580 บาทจำเลยที่ 3 ถึง 5 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ถึง 5 ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและห้องแถวจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนไม่มีส่วนรู้เห็นหรือสมคบกับจำเลยที่ 1 ที่ 2ฉ้อฉลโจทก์

แม้โจทก์จะเสียหายจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ก็ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือก่อให้เกิดความเสียหายจึงไม่ต้องรับผิดโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ออกจากที่ดินและตึกแถวดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3025 เฉพาะส่วนที่ห้องเลขที่ 960 ปลูกสร้างอยู่พร้อมกับห้องเลขที่ 960 ดังกล่าว ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินและห้องดังกล่าวแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับราคาที่เหลือ740,000 บาท จากโจทก์ แต่ต้องหักค่าเสียหาย 100,000 บาท และค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท

นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2527 จนถึงวันจดทะเบียนโอนออกเสียก่อนหากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 คืนเงินมัดจำ 100,000 บาท ให้โจทก์ โดยเสียค่าชดเชยเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 200,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาทจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติรับฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3025 บางส่วนพร้อมห้องแถวเลขที่ 960 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่3025 เฉพาะส่วนพร้อมห้องแถวเลขที่ 960 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาในเรื่องค่าเสียหายว่า นอกจากเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท พร้อมค่าชดเชยเป็นดอกเบี้ยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับอื่นตามสัญญา ทั้งในขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่สามารถโอนที่ดินและห้องแถวพิพาทให้โจทก์ได้ นายแคะผู้เช่ายังไม่ออกไปจากห้องแถวพิพาท การรอนสิทธิจึงยังมีอยู่ และโจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบจำนวน840,000 บาท

โจทก์จึงเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ใช้ค่าเสียหายจำนวน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ได้ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไปแล้วว่าโจทก์มิได้ยินยอมตกลงด้วยกับการขอเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย ล.1 มีผลบังคับอยู่การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและห้องแถวพิพาทตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้อื่น จึงเป็นการผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาหรือใช้ค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213 ซึ่งในชั้นนี้คงมีประเด็นเฉพาะค่าเสียหายตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาขึ้นมาเท่านั้น เมื่อได้พิเคราะห์สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย

ล.1 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกับสัญญาเอกสารหมาย จ.1แล้ว เห็นว่าในสัญญาฉบับนี้ ได้กำหนดเบี้ยปรับเอาไว้ในกรณีที่ผู้จะขายผิดสัญญาไม่โอนที่ดินและห้องแถวพิพาทเป็นเงิน 100,000บาท ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับจำนวนนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ก็หาได้โต้แย้งมาแต่เดิมไม่ หลังจากโอนที่ดินและห้องแถวพิพาทให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5ไปแล้วก็ยังแจ้งให้โจทก์มารับเงินมัดจำและเบี้ยปรับตามสัญญาจำนวน100,000 บาท ดังที่ตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 เบิกความถึงและตามรายละเอียดในหนังสือขอให้รับเงินมัดจำคืน เอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยที่ 1ที่ 2 ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ยังชำระเงินค่าซื้อที่ดินและห้องแถวพิพาทไม่ครบจำนวนและยังมีการรอนสิทธิอยู่นั้น ก็ไม่ปรากฏข้ออ้างดังกล่าวในสัญญาจะซื้อจะขายที่จะเป็นเหตุยกเว้นทำให้จำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่ต้องใช้ค่าเสียหายในรูปของเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เลย และในส่วนของค่าเสียหายนี้ได้ความต่อไปว่า

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขายที่ดินและห้องแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในราคา 940,000 บาทมากกว่าราคาที่ขายให้แก่โจทก์ 100,000 บาท เห็นได้ว่าเงินจำนวนนี้เป็นความเสียหายของโจทก์ที่ควรจะได้รับเนื่องจากการผิดสัญญาด้วย แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ที่ 2 ได้กำหนดความเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ ในจำนวนเงิน100,000 บาทไว้แล้ว โจทก์จะได้รับค่าเสียหายเกินกว่าเบี้ยปรับได้ก็ต่อเมื่อแสดงให้เห็นได้ว่าความเสียหายของตนมีสูงกว่าจำนวนเบี้ยปรับตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสองซึ่งในข้อนี้ โจทก์นำสืบถึงความเสียหายว่าที่ดินและห้องแถวพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมที่ตกลงซื้อขาย เป็นเงินประมาณ 360,000บาท โดยมีการซื้อขายที่ดินและห้องแถวทำนองเดียวกับที่ดินและห้องแถวพิพาทในละแวกนั้นเป็นราคาถึง 1,200,000 บาท

นอกจากนี้โจทก์จะขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่ควรได้รับอีกเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันทำสัญญาไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 75,000 บาท อีกจำนวนหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำสืบว่าที่ดินและห้องแถวพิพาทมีราคาต่ำกว่านี้เมื่อพิเคราะห์สภาพที่ดินและห้องแถวพิพาท ตามภาพถ่ายหมาย จ.10จ.11 ปรากฏว่าที่ดินและห้องแถวพิพาทอยู่ริมถนนเจริญกรุง ในทำเลการค้า น่าเชื่อว่ามีราคาเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมที่ตกลงซื้อขายกับโจทก์และอาจให้เช่าได้โดยได้ค่าเช่าเป็นเงินตามที่โจทก์นำสืบจริง จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายสูงกว่าเบี้ยปรับอีกไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 200,000 บาทจึงเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุชาติ สุขสุมิตร · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สนัด หมายสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้