Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 209

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ซึ่งจอดอยู่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะบริเวณทางเข้าโรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี ทำให้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างแหลกกระจาย ทรัพย์สินของโรงพยาบาลมายอและรถยนต์ที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหาย กับมีชาวบ้านที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลมายอ เห็นภาพคนร้ายสวมหมวกนิรภัยและใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ด้านหน้าเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างพร้อมระเบิดแสวงเครื่องไปจอดข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวก่อนเกิดเหตุ แล้วเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายอีก 1 คน

ขับพาหลบหนีไป วันที่ 13 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ไปที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อสอบถาม ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกส่งตัวไปซักถามที่หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารขยายผลเข้าควบคุมตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 เมื่อวันที่ 9 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 เพื่อสอบถาม หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถูกส่งตัวไปควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารว่า

ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในเบื้องต้นจึงร่วมกันสอบสวนจำเลยทั้งสี่ในฐานะพยาน หลังจากนั้นจึงขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่ฐานเป็นอั้งยี่และข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ดังฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตรีต่อตระกูล ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธี ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับว่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อจัดตั้งว่า มูซอ จำเลยที่ 3 มีชื่อจัดตั้งว่า กรู จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุความรุนแรง

เมื่อจำเลยที่ 1 ดูภาพถ่ายคนร้ายจากกล้องวงจรปิด ซึ่งก่อเหตุลอบวางระเบิดที่หน้าโรงพยาบาลมายอแล้วแจ้งว่า คนร้ายคือจำเลยที่ 2 และพาเจ้าหน้าที่ไปชี้บ้านพักของจำเลยที่ 2 ที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีด้วย และโจทก์มีพันโทโสธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ซักถามจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นสมาชิกก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่อำเภอมายอ มีส่วนร่วมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 2 ครั้ง และร่วมก่อเหตุคดีนี้ โดยจำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูต้นทาง ตามผลการดำเนินกรรมวิธี จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบโดยเป็นหัวหน้าดูแลพื้นที่ในอำเภอมายอและร่วมก่อเหตุคดีนี้

จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นอำเภอมายอ มีส่วนร่วมก่อเหตุในพื้นที่หลายครั้งรวมทั้งคดีนี้ เคยรับฝากรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ที่คลองลางสาดและพาเจ้าหน้าที่ไปยึดรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของนางสมใจ ส่วนจำเลยที่ 4 ก็ให้การรับว่าเป็นเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่อำเภอมายอ มีตำแหน่งเป็นรองปฏิบัติการชุดที่ 2 และร่วมก่อเหตุในพื้นที่หลายครั้งรวมทั้งคดีนี้โดยนำระเบิดไปมอบให้แก่ผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจเอกปรีชา พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้สอบสวนจำเลยทั้งสี่ในเบื้องต้นในฐานะพยานเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของพยาน ได้ความว่า จำเลยทั้งสี่ให้การรับว่าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีได้ทำพิธีเข้าสาบานตนฝึกร่างกายและยุทธวิธีทางทหาร โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่าร่วมกับพวกก่อเหตุคดีนี้โดยได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 ให้เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่และรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบ และเคยได้รับคำสั่งให้นำถังดับเพลิงไปซุกซ่อนในป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงอำเภอมายอ แล้วพาไปตรวจยึดถังดับเพลิง 2 ถัง ที่ซุกซ่อนไว้เป็นของกลางด้วย

เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะสอบปากคำจำเลยทั้งสี่ได้มีการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวงหรือกระทำโดยมิชอบประการอื่นแต่อย่างใด การให้การของจำเลยทั้งสี่รวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลางเป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ต้องหา เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสี่ เพราะหากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้การโดยสมัครใจและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นและยึดของกลางได้ นอกจากนี้ในการสอบสวนจำเลยทั้งสี่ในฐานะพยานได้กระทำต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และผู้นำศาสนา โดยเฉพาะกรณีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีภริยาและญาติเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย ซึ่งนายมูฮัมมัดนัสรุดดีน

ผู้นำศาสนา พยานโจทก์ก็มาเบิกความรับรองในข้อนี้และลงชื่อเป็นพยาน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสมัครใจตามความจริง แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ยอมลงชื่อในบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าวแต่ก็เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ได้ให้การตามที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ เพราะหากจำเลยที่ 4 ไม่ได้ให้การเช่นว่านั้นผู้นำศาสนาคงไม่ยอมลงชื่อเป็นพยานรับรองด้วย และแม้คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามผลการดำเนินตามกรรมวิธีกับบันทึกคำให้การของพยานจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึง ตามสภาพ ลักษณะ

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3345/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ283/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3147/2558
แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยต้องกันมาทำนองว่า จำเลยทั้งสี่ถูกซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือเป็นผู้ต้องสงสัยหรือเป็นพยาน ยังไม่อยู่ในฐานะผู้ต้องหาเพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้แจ้งข้อหาให้ทราบ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสี่ไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาถังดับเพลิง 2 ถัง ของกลางที่ซุกซ่อนในป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงอำเภอมายอ ตามบันทึกข้อความและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและภาพถ่าย และจำเลยที่ 3 พาเจ้าหน้าที่ไปเอารถจักรยานยนต์ที่เคยใช้ในการก่อเหตุแล้วนำไปซุกซ่อนที่บริเวณคลองลางสาด ตามภาพถ่าย โดยมีร้อยตำรวจโททวีป เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรมายอ พันตำรวจเอกกองอรรถ พนักงานสอบสวน และพันโทโสธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้พยานโจทก์มาเบิกความรับรองในข้อนี้ด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่เข้าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสร้างสถานการณ์ก่อเหตุลอบวางระเบิด ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี คำรับของจำเลยทั้งสี่ตามบันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธี กับบันทึกคำให้การของพยานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2560พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9โจทก์นายหามะ สาเมาะ กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคสี่, ม. 226, ม. 226/1การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 209 จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ซึ่งจอดอยู่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะบริเวณทางเข้าโรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี ทำให้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างแหลกกระจาย ทรัพย์สินของโรงพยาบาลมายอและรถยนต์ที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหาย กับมีชาวบ้านที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลมายอ เห็นภาพคนร้ายสวมหมวกนิรภัยและใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ด้านหน้าเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างพร้อมระเบิดแสวงเครื่องไปจอดข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวก่อนเกิดเหตุ แล้วเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายอีก 1 คน ขับพาหลบหนีไป วันที่ 13 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ไปที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อสอบถาม ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกส่งตัวไปซักถามที่หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารขยายผลเข้าควบคุมตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 เมื่อวันที่ 9 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 เพื่อสอบถาม หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถูกส่งตัวไปควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารว่า ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในเบื้องต้นจึงร่วมกันสอบสวนจำเลยทั้งสี่ในฐานะพยาน หลังจากนั้นจึงขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่ฐานเป็นอั้งยี่และข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ดังฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตรีต่อตระกูล ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธี ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับว่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อจัดตั้งว่า มูซอ จำเลยที่ 3 มีชื่อจัดตั้งว่า กรู จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุความรุนแรง เมื่อจำเลยที่ 1 ดูภาพถ่ายคนร้ายจากกล้องวงจรปิด ซึ่งก่อเหตุลอบวางระเบิดที่หน้าโรงพยาบาลมายอแล้วแจ้งว่า คนร้ายคือจำเลยที่ 2 และพาเจ้าหน้าที่ไปชี้บ้านพักของจำเลยที่ 2 ที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีด้วย และโจทก์มีพันโทโสธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ซักถามจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นสมาชิกก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่อำเภอมายอ มีส่วนร่วมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 2 ครั้ง และร่วมก่อเหตุคดีนี้ โดยจำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูต้นทาง ตามผลการดำเนินกรรมวิธี จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบโดยเป็นหัวหน้าดูแลพื้นที่ในอำเภอมายอและร่วมก่อเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นอำเภอมายอ มีส่วนร่วมก่อเหตุในพื้นที่หลายครั้งรวมทั้งคดีนี้ เคยรับฝากรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ที่คลองลางสาดและพาเจ้าหน้าที่ไปยึดรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของนางสมใจ ส่วนจำเลยที่ 4 ก็ให้การรับว่าเป็นเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่อำเภอมายอ มีตำแหน่งเป็นรองปฏิบัติการชุดที่ 2 และร่วมก่อเหตุในพื้นที่หลายครั้งรวมทั้งคดีนี้โดยนำระเบิดไปมอบให้แก่ผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจเอกปรีชา พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้สอบสวนจำเลยทั้งสี่ในเบื้องต้นในฐานะพยานเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของพยาน ได้ความว่า จำเลยทั้งสี่ให้การรับว่าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีได้ทำพิธีเข้าสาบานตนฝึกร่างกายและยุทธวิธีทางทหาร โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่าร่วมกับพวกก่อเหตุคดีนี้โดยได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 ให้เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่และรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบ และเคยได้รับคำสั่งให้นำถังดับเพลิงไปซุกซ่อนในป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงอำเภอมายอ แล้วพาไปตรวจยึดถังดับเพลิง 2 ถัง ที่ซุกซ่อนไว้เป็นของกลางด้วย เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะสอบปากคำจำเลยทั้งสี่ได้มีการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวงหรือกระทำโดยมิชอบประการอื่นแต่อย่างใด การให้การของจำเลยทั้งสี่รวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลางเป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ต้องหา เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสี่ เพราะหากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้การโดยสมัครใจและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นและยึดของกลางได้ นอกจากนี้ในการสอบสวนจำเลยทั้งสี่ในฐานะพยานได้กระทำต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และผู้นำศาสนา โดยเฉพาะกรณีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีภริยาและญาติเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย ซึ่งนายมูฮัมมัดนัสรุดดีน ผู้นำศาสนา พยานโจทก์ก็มาเบิกความรับรองในข้อนี้และลงชื่อเป็นพยาน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสมัครใจตามความจริง แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ยอมลงชื่อในบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าวแต่ก็เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ได้ให้การตามที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ เพราะหากจำเลยที่ 4 ไม่ได้ให้การเช่นว่านั้นผู้นำศาสนาคงไม่ยอมลงชื่อเป็นพยานรับรองด้วย และแม้คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามผลการดำเนินตามกรรมวิธีกับบันทึกคำให้การของพยานจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึง ตามสภาพ ลักษณะแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยต้องกันมาทำนองว่า จำเลยทั้งสี่ถูกซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือเป็นผู้ต้องสงสัยหรือเป็นพยาน ยังไม่อยู่ในฐานะผู้ต้องหาเพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้แจ้งข้อหาให้ทราบ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสี่ไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาถังดับเพลิง 2 ถัง ของกลางที่ซุกซ่อนในป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงอำเภอมายอ ตามบันทึกข้อความและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและภาพถ่าย และจำเลยที่ 3 พาเจ้าหน้าที่ไปเอารถจักรยานยนต์ที่เคยใช้ในการก่อเหตุแล้วนำไปซุกซ่อนที่บริเวณคลองลางสาด ตามภาพถ่าย โดยมีร้อยตำรวจโททวีป เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรมายอ พันตำรวจเอกกองอรรถ พนักงานสอบสวน และพันโทโสธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้พยานโจทก์มาเบิกความรับรองในข้อนี้ด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่เข้าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสร้างสถานการณ์ก่อเหตุลอบวางระเบิด ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี คำรับของจำเลยทั้งสี่ตามบันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธี กับบันทึกคำให้การของพยานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี(วีระวัฒน์ ปวราจารย์-อุดม สิทธิวิรัชธรรม-ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล)ศาลจังหวัดปัตตานี - นายกฤษฏิ์ภีมพศ ตีระรัตน์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเรวัตร อิศราภรณ์แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้