Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ลงมือกระทำความผิดตามที่มีผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณโคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง โดยลงจากรถไปยืนที่บริเวณดังกล่าวตามที่นัดหมายไว้ อันเป็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ แต่จำเลยที่ 1 กระทำไปไม่ตลอดเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบและถูกจับกุมได้เสียก่อน จึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน

คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานีเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นจำคุก 33 ปี 15 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท เมื่อบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานี และรวมกับโทษในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 14 เดือน และปรับ 444,444.44 บาท และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยโจทก์อ้างว่าพันตำรวจตรี ศักดิ์ดา จ่าสิบตำรวจปราโมช ผู้ร่วมจับกุมซึ่งไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันตรงกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างเสาป้ายสัญญาณจราจร เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงทิ้งถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางในมือลงพื้นแล้ววิ่งหนีไปขึ้นรถของจำเลยที่ 1 ขณะเห็นอยู่ห่างกันประมาณ 5 เมตร โดยอาศัยแสงไฟจากหน้ารถของพยานและของจำเลยที่ 1 เหตุที่ถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนไม่ตกกระจัดกระจายออกไป

เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ขว้างปาหรือเหวี่ยงทิ้งโดยแรง ทั้งสายลับมิได้แจ้งว่าเมทแอมเฟตามีนถูกซุกซ่อนไว้ที่บริเวณเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งและตามคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การว่า ผู้ค้าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนไว้ที่บริเวณเสาป้ายสัญญาณจราจรดังกล่าว ทำให้เชื่อได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นความจริงโดยไม่มีข้อสงสัยนั้น เห็นว่า แม้พันตำรวจตรี ศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชพยานโจทก์เบิกความตรงกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน ดังโจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง อยู่คนละฝั่งถนนกับรถของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ขับมาจอดประกบท้าย

ทั้งทิศทางยังอยู่เยื้องไปทางด้านหลังรถของจำเลยที่ 1 จึงยังเป็นที่น่าสงสัยว่า แสงไฟจากหน้ารถดังกล่าว ส่องไปถึงบริเวณป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งหรือไม่ ประกอบกับการเข้าไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจากที่ซ่อนย่อมต้องใช้ความระมัดระวัง ใช้จังหวะและโอกาสมิให้ผู้อื่นมาพบเห็นได้ง่าย ๆ หากจำเลยที่ 1 หยิบถุงเมทแอมเฟตามีนจากที่ซ่อนและถือถุงเมทแอมเฟตามีนไว้ในมือแล้วจริง เมื่อมีแสงไฟจากรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจแล่นมาจอดที่ท้ายรถของจำเลยที่ 1 โดยสัญชาตญาณ จำเลยที่ 1 ต้องทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีนในทันทีซึ่งก็ใช้เวลาน้อยนิดเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ไม่จำต้องรอให้เจ้าพนักงานตำรวจลงจากรถแสดงตนเสียก่อน แต่ในข้อนี้ ทั้งพันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชต่างก็เบิกความว่า

เมื่อลงจากรถและแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยที่ 1 จึงทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อที่ว่าหากไม่เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมไม่มีทางทราบจุดซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนได้เลย และลักษณะถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนมีร่องรอยการเปิดปากถุงออกแล้ว ทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้หยิบถุงเมทแอมเฟตามีนมาถือไว้จริงนั้น ข้อนี้ทั้งพันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชต่างก็เบิกความรับว่า ในระหว่างตรวจค้นในรถของจำเลยที่ 1 อยู่นั้น มีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 จ่าสิบตำรวจปราโมชเป็นผู้รับโดยเปิดเสียงลำโพงมีเสียงผู้ชายสอบถามว่าได้ลงไปเอาของที่โคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งหรือยัง

ส่วนเหตุที่ถุงเมทแอมเฟตามีนมีการเปิดปากถุงออกนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ที่ถุงดังกล่าว กรณีอาจเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้เปิดออกดูก็เป็นไปได้ นอกจากนี้ตามบันทึกลายมือเขียนรับสารภาพของจำเลย และตามคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดเพียงว่า นายสมานจ้างจำเลยที่ 1 ให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ผู้ขายนำไปวางไว้ที่ป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ติดตามมาพบเห็นจึงทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่อย่างใด ทั้งในการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีภาพถ่ายจำเลยที่ 1 กำลังทิ้งถุงแต่อย่างใด

ประการสุดท้ายโจทก์ไม่ได้นำสืบและอ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองว่า ในชั้นสอบสวนได้สอบคำให้การพันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชไว้หรือไม่ และพยานโจทก์ทั้งสองให้การไว้ตรงกับที่เบิกความจริงหรือไม่เพียงใด เพื่อให้ศาลใช้ตรวจสอบชั่งน้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองว่า มีน้ำหนักเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด คงมีแต่พันตำรวจตรีธีรวุธ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามาเบิกความลอย ๆ ว่า จากการสอบสวนทราบว่า เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมพบจำเลยลงไปยังบริเวณป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งและถือห่อวัตถุในมือ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวขอตรวจค้น จำเลยที่ 1 ทิ้งห่อวัตถุวิ่งกลับไปที่รถ จึงทำให้ไม่อาจรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองได้อย่างสนิทใจ

ส่วนที่พยานโจทก์ทั้งสองแม้ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำนั้น ก็มิใช่ว่าจะทำให้ศาลต้องเชื่อถือรับฟังว่าเป็นความจริงดังที่พยานเบิกความเสมอไป เพราะพยานอาจเบิกความแต่งเติมข้อเท็จจริงเพื่อให้รูปคดีที่มีข้อบกพร่องอยู่ให้มีความสมบูรณ์ก็อาจเป็นได้ ดังนั้น ที่พันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีนโดยอาศัยแสงไฟจากหน้ารถของจำเลยที่ 1 และจากรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจจึงเป็นที่น่าสงสัยอยู่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ กรณีจึงยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นจึงได้โยนทิ้งจริงหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 โดยฟังข้อเท็จจริงว่า

จำเลยที่ 1 ลงมือกระทำความผิดตามที่มีผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณโคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง โดยลงจากรถไปยืนที่บริเวณดังกล่าวตามที่นัดหมายไว้ อันเป็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบเห็นและถูกจับกุมได้เสียก่อนจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสรัตน์ เพียรอนุกูล · ทวีป ตันสวัสดิ์ · ชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครพนม - นายประสาน มุสิกศิริ
ศาลอุทธรณ์ - นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2773/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2400/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1299/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้