Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีไม้สักแปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยอ้างเอาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับขนไม้ของกลางโดยรู้อยู่ว่าเป็นไม้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีส่วนครอบครองไม้ของกลางด้วย แต่ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1ร่วมครอบครองไม้ของกลาง ดังนี้การนำข้อสันนิษฐานมาลงโทษจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจริงอาจเป็นดังข้อสันนิษฐานหรือเป็นอย่างอื่นก็ได้ทั้งสองกรณี ฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิด ถือได้ว่ามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานร่วมครอบครองไม้ของกลางหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกระทำผิดฐานครอบครองไม้ของกลาง แต่การที่จำเลยที่ 1 รับขนไม้ของกลางให้ผู้กระทำผิดโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 83 ป.อ. มาตรา 86 พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 48 พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 73 พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 74

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 48 วรรคแรก, 73 วรรคสอง, 74, 74 ทวิลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 48วรรคสอง, 73 วรรคสอง, 74, 74 ทวิ

ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา86 ให้วางโทษสองในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ยกฟ้องศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายประเสริญ อยู่ปูน เจ้าพนักงานป่าไม้จับกุมจำเลยที่ 1 และยึดได้ไม้สักแปรรูปของกลาง 377 แผ่น ปริมาตร 13.79ลูกบาศก์เมตร บรรทุกอยู่บนรถบรรทุกสิบล้อซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นคนขับเป็นของกลาง ไม้ของกลางเป็นไม้ใหม่ไม่มีรูปรอยดวงตราของพนักงานเจ้าหน้าที่ประทับไว้... คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ซึ่งต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า

จำเลยที่ 1รู้หรือไม่ว่าไม้ของกลางเป็นไม้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้จำเลยที่ 1 เบิกความฟังได้ว่านายอำนวยหรือกำนันแป๊ะกับนายยุ่งจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนไม้เรือนเก่า แต่นายเจริญบิดาของจำเลยที่ 1 กลับเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไปขอรถบรรทุกจากนายเจริญโดยบอกว่าจะนำไปบรรทุกพืชไร่ จำเลยที่ 1 จึงปกปิดความจริงไม่บอกแม้แต่บิดาของตน แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าไม้ที่จำเลยที่ 1 รับขนให้นายอำนวยนั้นเป็นไม้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ปรากฏว่ารถบรรทุกไม้ของกลางใช้ผ้าใบปิดคลุมอย่างมิดชิด ทั้งนายอำนวยก็มิได้มอบหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับการได้รับอนุญาตให้ขนไม้ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 โดยบอกว่าจะเป็นผู้ติดต่อกับด่านป่าไม้เอง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าไม้ของกลางเป็นไม้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจึงต้องปกปิดและพูดจาตกลงกับด่านป่าไม้เป็นพิเศษเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าไม้ของกลางเป็นไม้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมครอบครองไม้ของกลางด้วยหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมครอบครองไม้ของกลางด้วย ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีไม้ของกลางไว้ในครอบครองด้วยนั้น โจทก์อ้างเอาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมครอบครองไม้ของกลางด้วย เห็นว่า การนำข้อสันนิษฐานมาลงโทษจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะความจริงอาจเป็นดังข้อสันนิษฐานหรือเป็นอย่างอื่นก็ได้ทั้งสองกรณี ฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิด ถือได้ว่ามีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรวมครอบครองไม้ของกลางหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกระทำผิดฐานครอบครองไม้ของกลางด้วย แต่การที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่า

ไม้ของกลางเป็นไม้ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 1 ได้รับทำการขนไม้ของกลางให้ผู้กระทำผิด จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำผิด จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิทวัส อยู่วัฒนา · บุญส่ง วรรณกลาง · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2546

ความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่โรงงานแปรรูปไม้นั้นยังตั้งอยู่ และผู้ตั้งโรงงานยังไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การช่วยเหลือหรือให้ความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6611/2552

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ไม้สักและไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักรไม่ว่าจะขึ้นอยู่ในที่ใดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2546

การที่จำเลยที่ 2 ช่วยปัดขี้เลื่อยให้จำเลยที่ 3 ในขณะที่จำเลยที่ 3 ใช้เครื่องเลื่อยยนต์แปรรูปไม้ยางของกลางนั้น ย่อมเป็นการแบ่งหน้าที่กับจำเลยที่ 3 ในการร่วมกันแปรรูปไม้ เป็นการร่วมกันในการกระทำความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4086/2536

การที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโรงงานแปรรูปไม้ที่จำเลยทั้งสองทำงานอยู่เป็นโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม้สักแปรรูปที่ใช้ทำเครื่องประดิษฐ์เป็นไม้แปรรูปที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่จำเลยทั้งสองยังยินยอมทำง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2567

พยานหลักฐานของโจทก์เมื่อรับฟังประกอบกันทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจและร่วมเป็นตัวการในการกระทำความผิดตามฟ้องกับ น. ด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทำหน้าที่ขับรถในการขนล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้