Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์จะระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากมารดาโจทก์ก็ตาม แต่ด้วยผลของกฎหมายคงสันนิษฐานได้แต่เพียงว่าจำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเท่านั้น การที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎ แม้จำเลยจะแจ้งความกล่าวหาโจทก์ว่าบุกรุกที่ดินพิพาทอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยก็ยังมิได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตลอดถึงวันฟ้อง โจทก์จึงไม่หมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินจำนวน1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 33 วา โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนางสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2521 และเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกต้นมะพร้าวและทำรั้วเสาไม้ขึงด้วยลวดหนามไว้โดยรอบ เมื่อระหว่างวันที่ 21 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2532 จำเลยกับพวกได้ปักรั้วเสาปูนซิเมนต์ขึงลวดหนามทับซ้อนรั้วของโจทก์ พร้อมกับทำลายรั้วของโจทก์จนใช้การไม่ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์จากการทำนาซึ่งฤดูทำนาครั้งหนึ่งจะได้ข้าวเปลือกคิดเป็นเงิน12,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายปีละ 12,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนคดีถึงที่สุด ให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำรั้วแทนรั้วเดิมของโจทก์ ให้จำเลยดำเนินการแก้ไขทะเบียนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 512 ให้เป็นชื่อโจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลยโดยซื้อมาจากนางสิทธิ์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2530 จากนั้นจำเลยได้ปักเสารั้วเป็นแนวเขตและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน พร้อมทั้งเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยไม่มีใครโต้แย้งสิทธิ จนกระทั่งเดือนเมษายน2530 โจทก์ได้เข้ามาไถพรวนดินในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจ จำเลยได้ที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและครอบครองทำประโยชน์โดยถูกต้องตามกฎหมาย

โจทก์ฟ้องเกี่ยวกับเรื่องแย่งสิทธิครอบครองในที่ดินเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 512 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้จำเลยรื้อถอนรั้วของจำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าวและชำระค่าเสียหายเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนคดีถึงที่สุดจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย ล.1 จำเลยซื้อมาจากนางสิทธิ์บัวแก้ว มารดาโจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2530 ปรากฎตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.2 ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า

โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย ล.1จะระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากมารดาโจทก์ก็ตามแต่ด้วยผลของกฎหมายคงสันนิษฐานได้แต่เพียงว่า จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเท่านั้น ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามข้อพิพาทของจำเลยนั้นจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎสำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่าแม้ในวันที่ 20 ธันวาคม 2531 จำเลยจะแจ้งความกล่าวหาโจทก์ว่าบุกรุกที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.3 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ก็ตาม แค่ จำเลยก็ยังมิได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทไปจากโจทก์เมื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตลอดถึงวันฟ้อง โจทก์จึงไม่หมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุชาติ ถาวรวงษ์ · สนัด หมายสวัสดิ์ · สุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้