Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินของโจทก์กับที่ดินของ

คำฟ้องและคำให้การ

ที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยที่ 1 กับ บ. อยู่ติดกันสุดเขตทางด้านทิศเหนือที่เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 มีทางพิพาทซึ่งมีความกว้างไม่เกิน 1 เมตร โจทก์และจำเลยได้ใช้ทางดังกล่าวเพื่อออกสู่ทางสาธารณะมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว แม้ต่อมาจะได้มีการขยายเป็นทางกว้าง 2.50 เมตร ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปีทางพิพาทดังกล่าวก็ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์เท่าความกว้างของทางเดิมก่อนจะมีการขยายความกว้างของทางโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 721 จำเลยที่ 1เป็นภรรยาของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กับนายบรรจบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 612 โจทก์ได้ใช้เส้นทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 612 เข้าออกที่ดินของโจทก์จนถึงบัดนี้เป็นเวลาเกิน10 ปี ที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับนายบรรจบจึงตกเป็นภารยทรัพย์แก่ที่ดินของโจทก์

ต่อมาเมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2530จำเลยที่ 1 ที่ 2 และบริวารได้สมคบกันขุดรื้อ ทำลายทางภารจำยอมดังกล่าว และใช้ไม้ปักขวางกั้นทางภารจำยอม การกระทำของจำเลยทั้งสองและบริวารทำให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ บริวารโจทก์รวมทั้งชาวบ้านใช้ทางภารจำยอมดังกล่าวไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนไม้ที่ใช้ปักขวางกั้นทางภารจำยอม และปรับสภาพทางภารจำยอมโดยการใช้ดินลูกรังถมกลบทางภารจำยอมที่จำเลยทั้งสองได้ขุดรื้อทำลายตามคำฟ้องให้อยู่ในสภาพปกติเพื่อให้โจทก์ใช้สัญจรเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์หรือสัญจรเพื่อที่จะออกไปสู่ทางหลวงจังหวัดสายตราด - แหลมงอบโดยปกติและห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์รื้อถอนไม้และใช้ดินลูกรังถมกลบทางภารจำยอมให้อยู่ในสภาพปกติโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และให้จำเลยที่ 1ไปจดทะเบียนภารจำยอมตามกฎหมายบนที่ดินโฉนดเลขที่ 612 เลขที่ดิน 32ตำบลหนองเสม็ด

อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ต่อเจ้าพนักงานที่ดินถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมทั้งหมดต่อเจ้าพนักงานจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ทางพิพาทระบายสีเขียวตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นทางภารจำยอม ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอันเป็นการเสื่อมสิทธิแห่งสามยทรัพย์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมรื้อถอนไม้ที่ปักขวางทางพิพาท ปรับสภาพทางให้อยู่ในสภาพเดิมภายใน 1 เดือน หากจำเลยไม่จดทะเบียนภารจำยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาส่วนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระ คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบตรงกันและมิได้ฎีกาโต้เถียงกันว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์กับที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ของจำเลยที่ 1 กับนายบรรจบเฟื่องศิริ เดิมเป็นของนางเจอะซึ่งเป็นยายของโจทก์และเป็นย่าของจำเลยที่ 1 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ติดกันโดยที่ดินของโจทก์อยู่ติดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดินจำเลยที่ 1 กับนายบรรจบ สุดเขตทางด้านทิศเหนือที่เป็นส่วนของจำเลยที่ 1มีทางพิพาทเป็นทางดินจากที่ดินโจทก์ออกสู่ทางหลวงจังหวัดสายตราด - แหลมงอบ ปรากฏตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.5 ภายในพื้นที่ระบายสีเขียว และจากการเผชิญสืบของศาลชั้นต้น

ทางพิพาทเดิมเป็นทางคนเดินกว้างประมาณ 50-60 เซนติเมตร ปัจจุบันมีความกว้างประมาณ 2.50 เมตร เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2530 จำเลยทั้งสองได้ขุดตัดทางพิพาทเป็นร่องน้ำตรงบริเวณก่อนถึงที่ดินโจทก์ เพื่อขวางกั้นมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเพราะไม่พอใจที่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยทั้งสองปักเสาไฟฟ้าผ่านที่ดินของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ และมีความกว้างเท่าใดซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทางเดินนี้อาจเป็นภารจำยอมคือตามหัวคันนาซึ่งมีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตรเท่านั้น ได้มีการขยายเป็นทางกว้าง 2.50 เมตร ในปี พ.ศ. 2521 นับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ตกเป็นภารจำยอมนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าทางพิพาทเดิมมีลักษณะเป็นหัวคันนาซึ่งมีมาตั้งแต่นางเจอะเป็นเจ้าของที่ดิน และบรรดาลูกหลานนางเจอะรวมตลอดทั้งโจทก์

จำเลยได้ใช้ทางดังกล่าวเพื่อออกสู่ทางสาธารณะมาเกินกว่า10 ปีแล้ว ทางพิพาทดังกล่าวซึ่งมีความกว้างประมาณ 50-60 เซนติเมตรจึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ แม้จะมีการขยายทางดังกล่าวให้กว้าง 2.50 เมตร เพื่อให้รถไถนาวิ่งเข้าออกในภายหลังก็ตามก็ไม่ทำให้ทางภารจำยอมในทางพิพาทสิ้นไปไม่ เพราะยังมีการใช้ทางดังกล่าวอยู่ ทางภารจำยอมจะสิ้นไปต่อเมื่อมิได้ใช้ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 จำเลยจึงหามีสิทธิปิดกั้นหรือขุดทำลายทางพิพาทไม่

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางภารจำยอมดังกล่าวเพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าการขยายทางพิพาทก็เพื่อประโยชน์ในการให้รถไถนาสามารถวิ่งผ่านได้และทั้งโจทก์จำเลยทั้งสองต่างขยายทางในส่วนที่ผ่านที่ดินของตนซึ่งโจทก์นำสืบว่า มีการขยายทางเมื่อปี พ.ศ. 2518 แต่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ต้นปี พ.ศ. 2521 จำเลยทั้งสองจะซื้อรถไถนาเข้าออกทางหัวคันนาเดิมไม่สะดวก จึงขออนุญาตต่อกรมทางหลวงขยายทางพิพาทเชื่อมทางหลวงจังหวัดสายตราด - แหลมงอบ โดยจำเลยทั้งสองมีหนังสือคำขออนุญาตตามเอกสารหมาย ล.8 และหนังสืออนุญาตของกรมทางหลวงให้ทำทางเชื่อมทางหลวงตามเอกสารหมาย ล.10 มานำสืบประกอบจึงทำให้พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองมีน้ำหนัก ส่วนพยานของโจทก์กลับเจือสมพยานจำเลยกล่าวคือตัวโจทก์เบิกความว่า

มีการฝังท่อใต้ถนนเชื่อมกับทางหลวงจังหวัดสายตราด - แหลมงอบแทนสะพานไม้ซึ่งใช้มาจนถึงปี พ.ศ. 2521 เพราะจำเลยต้องการซื้อรถไถนา และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปขออนุญาตแขวงการทางตราด และว่าพยานมีรถไถนาหลังจากจำเลยทั้งสองมีก่อนแล้ว 3 ปี ปี พ.ศ. 2521 จำเลยที่ 2ขออนุญาตฝังท่อทำถนนเพราะต้องการซื้อรถไถนา ซึ่งจากคำของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าก่อนปี พ.ศ. 2521 โจทก์ยังไม่มีรถไถนาใช้จึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายถนนแต่อย่างใด นอกจากนี้นายสมคิด สามีโจทก์ยังเบิกความอีกว่า เมื่อปี พ.ศ. 2521 จำเลยที่ 2 มาพูดว่าจะมีรถไถนากันแล้ว จำเลยที่ 2 ไปขออนุญาตต่อแขวงการทางวางท่อทำทางสู่ถนนสายตราด - แหลมงอบ เมื่อทำทางแล้วพยานและครอบครัวใช้เดินผ่านเรื่อยมา

พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนัก น่าเชื่อว่าได้มีการขยายถนนพิพาทจากทางคนเดินประมาณ 50-60 เซนติเมตรรวมทั้งขอบทางไม่เกิน 1 เมตร มาเป็นถนนที่มีความกว้างประมาณ 2.50เมตร เพื่อให้รถไถนาใช้เข้าออกเมื่อปี พ.ศ. 2521 นับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จึงไม่เป็นเหตุให้ที่ดินจำเลยที่ 1 ต้องตกอยู่ในภารจำยอมอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องยอมรับกรรมนอกเหนือจากทางคนเดินมีความกว้างประมาณ 1 เมตรดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าทางพิพาทระบายสีเขียวตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นทางภารจำยอมทั้งหมดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ซึ่งเห็นว่าทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมเพียงความกว้าง 1 เมตร เท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทระบายสีเขียวตามเอกสารหมาย จ.5มีความกว้าง 1 เมตร เป็นทางภารจำยอม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้