Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3189/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้เป็นพยานในพินัยกรรมคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่ได้อยู่รู้เห็นในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรม พินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะ ข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้ง แต่เกิดจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เมื่อข้อกฎหมายนั้นเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และนางพลอย ศรศิลป์ เป็นบิดาและมารดาของโจทก์ที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบุตรนางจิบ สุขเอก กับนายประเทือง ต่อมานางจิบสมรสใหม่กับนายขาย มีบุตรสองคนคือจำเลยที่ ๓ และนางพลอยภรรยาโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ และนางพลอยได้รับนางจิบมาเลี้ยงดู นางจอบมีที่นาอยู่ ๒ แปลง ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ได้ขอออกหนังสือรับรองทำประโจทก์ที่ดินทั้งสองแปลงโดยใส่ชื่อนางจิบเป็นเจ้าของที่ดิน นางจิบได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ที่ ๒ แต่ขณะนั้นโจทก์ที่ ๒ ยังเป็นผู้เยาว์ โจทก์ที่ ๑ จึงเข้าครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงแทน ต่อมานางจิบป่วยหนัก จำเลยที่ ๑ ได้มาเอาตัวนางจิบไป เมื่อนางจิบได้ถึงแก่กรรมลง โจทก์ที่ ๒ ได้ขอรับมรดกที่ดินทั้งสองแปลงตามพินัยกรรม

จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องคัดค้านโดยนำพินัยกรรมของนางจิบฉบับลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ มาแสดง เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมที่จำเลยนำมาแสดงให้แก่จำเลยทั้งสาม พินัยกรรมที่จำเลยนำมาแสดงเป็นพินัยกรรมที่ไม่มีพยานลงชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางจิบ ขณะทำพินัยกรรมนี้นางจิบชรามากและเจ็บป่วยจนไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ที่จะทำพินัยกรรมโดยสมัครใจ พินัยกรรมจึงไม่สมบูรณ์ ขอศาลมีคำพิพากษาให้พินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ไม่สมบูรณ์และเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยทั้งสามทำนิติกรรม ซึ่งมีผลเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระติดพันในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๒๗๔, ๒๘๐

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๒๗๙, ๒๘๐ เป็นที่ดินที่นางจิบและนายประเทืองร่วมกันบุกเบิกแผ้วถางมา หลังจากนายประเทืองตาย นางจิบทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องคดี แต่ต่อมานางจิบได้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ครั้นวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ นางจิบได้ทำพินัยกรรมขึ้นอีก ๑ ฉบับ ยกทรัพย์มรดกคือที่ดิน ๒ แปลง ตามที่โจทก์ฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสาม พินัยกรรมฉบับนี้มีผลโดยชอบตามกฎหมายเพราะมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างถูกต้อง และขณะทำพินัยกรรมนางจิบมิได้มีสติฟั่นเฟือนดังฟ้อง เมื่อนางจิบถึงแก่กรรมลงได้มีการเปิดพินัยกรรมฉบับหลังต่อหน้าทายาทของนางจิบ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้แย้งคัดค้าน จำเลยทั้งสามจึงได้ขอรับโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวมาเป็นชื่อของจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม นายแกะ คำเลิศ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ ๑ ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พินัยกรรมของนางจิบ สุขเอก ฉบับลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ เป็นโมฆะ จำเลยทั้สามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.๑๓ ซึ่งทำขึ้นที่บ้านจำเลยที่ ๑ เป็นพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น มีจำเลยที่ ๑ เบิกความว่าพินัยกรรมทำขึ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา พยานนั่งอยู่ใกล้ ๆ กับนายนทีและนายหยัดซึ่งเป็นพยานในการทำพินัยกรรมดังกล่า นายนทีซึ่งเป็นผู้เขียนพินัยกรรมและเป็นพยานในพินัยกรรมนั้นด้วย เบิกความว่า พยานไปถึงบ้านจำเลยที่ ๑ เมื่อเวลาประมาณ ๘ นาฬิกา นายหยัดมาถึงก่อนพยาน ก่อนทำพินัยกรรมพยานได้ไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากบ้านไป นางจิบใช้น้ำมันใส่ผมทาที่หัวแม่มือ แล้วลนกับเขม่าตะเกียง จากนั้นใช้ประทับบนพินัยกรรมซึ่งวางไว้บนกระป๋องตักน้ำ ส่วนนายหยัดซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมอีกคนหนึ่งเบิกความว่า

พยานขึ้นบันไดบ้านจำเลยที่ ๑ พร้อมนายนทีเมื่อเวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา นายนทีเป็นผู้จับมือนางจิบกดลงบนหมึกในตลับที่ใช้พิมพ์ลายนิ้วมือก่อน แล้วจึงจับมือนางจิบประทับบนกระดาษพินัยกรรม เห็นว่า พยานจำเลยซึ่งอ้างว่ารู้เห็นในการทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.๑๐ ต่างเบิกความแตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเบิกความของนายนทีกับนายหยัดผู้เป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าวในข้อที่ว่า นางจิบลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมโดยการใช้หัวแม่มือลนกับเขม่าตะเกียงแล้วประทับบนพินัยกรรมดังคำเบิกความของนายนที หรือว่านายนทีจับมือนางจิบกดลงในตลับหมึก แล้วประทับบนพินัยกรรมดังคำเบิกความ+นายหยัด ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างแจ้งชัด หากนายนทีกับนายหยัดอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน

ขณะนางจิบลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.๑๐ จริงแล้ว ย่อมไม่มีทางที่บุคคลทั้งสองซึ่งเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านจะเบิกความขัดแย้งกันดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เชื่อได้ว่า ขณะนางจิบลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.๑๐ นั้น นายนทีหรือนายหยัดผู้เป็นพยานในพินัยกรรมคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่ได้อยู่รู้เห็นด้วย และโดยที่เอกสารหมาย จ.๑๐ เป็นพินัยกรรมแบบธรรมดาซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๕ บัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ดังนั้นพินัยกรรมฉบับนี้จึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบังคับไว้ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ ปัญหาในข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ แม้ฟ้องโจทก์จะไม่ได้บรรยายถึงเรื่องดังกล่าวไว้ชัดแจ้ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง คดีไม่จำต้องพิจารณาว่า ขณะทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.๑๐ นั้น นางจิบผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนหรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.๑๐ มีผลบังคับได้ตามกฎหมายและยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า พินัยกรรมของนางจิบ สุขเอก ฉบับลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ เป็นโมฆะ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นายเอกชัย ชินณพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้