Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3186/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เหตุเกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างไม่มากที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 6 ปี เบิกความว่าจำเลยเอาไฟแช็กมาจุดที่ปากนั้น แม้จะมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ในพฤติการณ์ที่กำลังถูกประทุษร้ายเช่นนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กย่อมต้องตกใจกลัวยากที่จะจำหน้าคนร้ายได้แม่นยำและจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2ว่าจำเลยเป็นเพื่อนบ้านกับตนรู้จักกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว แสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ต้องเคยพบเห็นจำเลยมาก่อนเพราะบ้านอยู่ใกล้เคียงกันแต่กลับมิได้บอกผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาหรือผู้ใดเลยว่าเคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน ภาพคนร้ายที่ยกร่างตามคำบอกเล่าผู้เสียหายที่ 1 ก็มิได้คล้ายคลึงกับภาพของจำเลยตามภาพถ่าย คงเหมือนกันเพียงเป็นคนที่ไว้หนวดและเคราเท่านั้น การที่ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องในชั้นสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าคนที่เจ้าพนักงานตำรวจนำไปให้ผู้เสียหายที่ 1ชี้ตัวนั้นไว้หนวดและเคร

เนื้อความคำพิพากษา

เหตุเกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างไม่มากที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 6 ปี เบิกความว่าจำเลยเอาไฟแช็กมาจุดที่ปากนั้น แม้จะมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ในพฤติการณ์ที่กำลังถูกประทุษร้ายเช่นนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กย่อมต้องตกใจกลัวยากที่จะจำหน้าคนร้ายได้แม่นยำและจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2ว่าจำเลยเป็นเพื่อนบ้านกับตนรู้จักกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว แสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ต้องเคยพบเห็นจำเลยมาก่อนเพราะบ้านอยู่ใกล้เคียงกันแต่กลับมิได้บอกผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาหรือผู้ใดเลยว่าเคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน ภาพคนร้ายที่ยกร่างตามคำบอกเล่าผู้เสียหายที่ 1 ก็มิได้คล้ายคลึงกับภาพของจำเลยตามภาพถ่าย

คงเหมือนกันเพียงเป็นคนที่ไว้หนวดและเคราเท่านั้น การที่ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องในชั้นสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่าคนที่เจ้าพนักงานตำรวจนำไปให้ผู้เสียหายที่ 1ชี้ตัวนั้นไว้หนวดและเคราทุกคนหรือไม่ น่าสงสัยว่าที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าจำจำเลยได้นั้นจะจำได้จริงหรือไม่หรือจำได้เพียงการไว้หนวดและเคราเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความต่อศาลด้วยการพยักหน้าและส่ายหน้าเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากการใช้คำถามนำของโจทก์เกือบทั้งหมดด้วยแล้ว ทำให้เห็นว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1ไม่มีน้ำหนักในการรับฟังโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,317, 91จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว

พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสองและ 317 วรรคสาม อันเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปีจำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปีรวมจำคุก 12 ปีจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 6 ปีไปกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้จริงหรือไม่ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้าย

เห็นว่า เหตุเกิดในเวลากลางคืน แม้ร้อยตำรวจโทปราบพาลจะเบิกความว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างอยู่บ้าง แต่ผู้เสียหายที่ 2เบิกความว่าได้เข้าไปดูบริเวณที่เกิดเหตุด้วยแต่ไม่พบอะไรเพราะมืดการที่ร้อยตำรวจโทปราบพาลไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุและพบเสื่อ กางเกงในเด็กและกระโปรงเด็กของกลางก็น่าเชื่อว่าใช้แสงสว่างจากไฟฉายแสดงว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างไม่มาก ที่ผู้เสียหายที่ 1เบิกความว่าจำเลยเอาไฟแช็กมาจุดที่ปากนั้น แม้จะมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นก็ตามแต่ในพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 กำลังถูกประทุษร้ายเช่นนั้น ผู้เสียหายที่ 1ซึ่งเป็นเด็กย่อมต้องตกใจกลัว ยากแก่การที่จะจำหน้าคนร้ายได้แม่นยำ ดังที่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่าจำเลยเป็นเพื่อนบ้านกับตนรู้จักกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว

แสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ต้องเคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนเพราะอยู่บ้านใกล้เคียงกัน แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับมิได้บอกผู้เสียหายที่ 2 หรือผู้ใดเลยว่าเคยเห็นหน้าคนร้ายมาก่อน หรือคนร้ายเป็นคนที่อยู่บ้านใกล้เคียงกัน ถึงกับต้องมีการยกร่างภาพของคนร้ายตามคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งภาพของคนร้ายก็มิได้คล้ายคลึงกับภาพของจำเลยตามภาพถ่ายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คงเหมือนกันเพียงเป็นคนที่ไว้หนวดและเคราเท่านั้น ร้อยตำรวจเอกเกษม เพียรนิรมิต เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่าพยานได้นำคนที่หน้าตาคล้ายภาพที่ยกร่างขึ้นไปให้ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ตัว แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ชี้ จนนำจำเลยไปให้ดูผู้เสียหายที่ 1จึงชี้ตัว ดังนี้

แสดงว่ามีคนที่มีใบหน้าคล้ายภาพที่ยกร่างขึ้นหลายคนและก็ไม่ปรากฏว่าคนที่ร้อยตำรวจเอกเกษมนำไปให้ผู้เสียหายที่ 1 ดูตัวนั้นไว้หนวดและเคราทุกคนหรือไม่ เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันตลอดมาว่าคนร้ายไว้หนวด การที่ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนัก เพราะในภาพถ่ายดังกล่าวมีจำเลยคนเดียวที่มีหนวดและเครา ทั้งไม่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคนอื่นในภาพนั้นเลย น่าสงสัยว่าที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าจำจำเลยได้นั้นจะจำได้จริงหรือไม่ หรือจำได้เพียงการไว้หนวดและเคราเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่ผู้เสียหายที่ 1เบิกความต่อศาลชั้นต้นด้วยการพยักหน้าและส่ายหน้าเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากการใช้คำถามนำของโจทก์เกือบทั้งหมดด้วยแล้วทำให้เห็นว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ข้อที่มีการตรวจพบคราบอสุจิที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และที่เสื่อของกลางก็ไม่ได้มีการตรวจทางวิทยาศาสตร์ว่าคราบอสุจิดังกล่าวเป็นของจำเลยจริงหรือไม่สำหรับขนที่พบที่เสื่อของกลางนั้น

ไม่ปรากฏว่าพบกี่เส้น และนำขนที่ตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์อีกกี่เส้น การส่งเส้นขนไปตรวจพิสูจน์เป็น 2 ถุงโดยไม่ปรากฏจำนวนจึงน่าสงสัยว่าอาจเป็นการเอาเส้นขนที่ตัวจำเลยรวมไปกับเส้นขนที่พบที่เสื่อของกลางก็ได้ หลังเกิดเหตุจำเลยก็มิได้หลบหนี ทั้งมิได้โกนหนวดและเคราออกเพื่อเปลี่ยนแปลงจุดเด่นของใบหน้าตนเองให้เป็นพิรุธแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้