Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3182/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4ถึงที่ 6 ย่อมทราบดีถึงศักยภาพในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6ค้าขายขาดทุนจนไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่เจ้าหนี้ได้ ย่อมเป็นเพราะความประมาทหรือความผิดพลาดของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 ก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โดยไม่อาจแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุผลที่ควรเชื่อได้ว่าจะสามารถชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จึงเป็นกรณีอันควรตำหนิจำเลยที่ 2 นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังมิได้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจตกต่ำมีผลกระทบอย่างไรแก่การประกอบธุรกิจ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 บริหารงานไม่ผิดพลาด การค้าขายก็คงไม่ขาดทุนถึงเพียงนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 ขืนกระทำการค้าขายต่อไปอีกโดยรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งหกเป็นบุคคลล้มละลายต่อมาจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปลดจำเลยที่ 2 จากล้มละลายเจ้าหนี้รายที่ 18 และที่ 40 ยื่นคำคัดค้านว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนดำเนินธุรกิจประสบการขาดทุน จึงเป็นผู้รู้เห็นเกี่ยวข้อง และจากการบังคับคดีปรากฏว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายได้รับชำระหนี้เพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับมูลหนี้ทั้งหมด จึงน่าเป็นเรื่องผิดปกติของการดำเนินการค้าขายขาดทุนโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ได้ทำการแบ่งทรัพย์สินเงินที่ได้จากการทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เฉลี่ยให้เจ้าหนี้ได้ร้อยละ 2.25 เหตุที่ถูกฟ้องล้มละลายเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ประพฤติผิดกฎหมายล้มละลายอันจะมีโทษทางอาญาแต่ประการใดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว

มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 2 จากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 71เจ้าหนี้รายที่ 18 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอปลดจากล้มละลายของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่าสมควรปลดจำเลยที่ 2 จากล้มละลายหรือไม่ ตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2532 มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 รวม 33 รายเป็นเงินทั้งสิ้น 1,128,938,229.76 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แบ่งทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2538 เฉลี่ยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงครั้งเดียวร้อยละ 2.25 ของหนี้ทั้งหมด เจ้าหนี้ทั้ง 33 รายยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้อีกถึง 1,000,000,000 บาทเศษ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้อีก เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นเวลานานประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการบริหารงานของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อันเป็นผลต่อกิจการของจำเลยดังกล่าว

การที่จำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินเหลือไม่ถึงห้าสิบในร้อยของหนี้ที่ไม่มีประกัน ไม่ใช่ผลธรรมดาอันเนื่องมาจากการค้าขายขาดทุน และไม่ใช่เหตุสุดวิสัยแต่เป็นเพราะความผิดพลาดในการบริหารงานของจำเลยที่ 2 อันควรตำหนิจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ไม่อาจแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเหตุผลที่ควรเชื่อได้ว่าตนสามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้ง 33 รายได้จึงได้ก่อหนี้ขึ้นเป็นจำนวนมากทั้งจำเลยที่ 2 มิได้นำบัญชีในการประกอบธุรกิจและงบดุลประจำปีในระยะเวลา 3 ปี ก่อนล้มละลายมาแสดงต่อศาลเพื่อให้เห็นฐานะของกิจการโดยถูกต้องตามจริง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 74 ว่า จำเลยที่ 2 ขืนกระทำการค้าขายต่อไปอีกโดยรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถจะชำระหนี้ได้

เมื่อข้อเท็จจริงต้องด้วยข้อกำหนดตามมาตรา 73(1) และ(3) ประกอบกับเจ้าหนี้รายที่ 18 และรายที่ 40 คัดค้านการขอปลดจากล้มละลายของจำเลยที่ 2 จึงนับว่ามีเหตุที่ไม่สมควรปลดจำเลยที่ 2 จากล้มละลายที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เหตุที่จำเลยที่ 2 ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายเพราะจำเลยที่ 2 ได้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยดังกล่าว ต่อมากิจการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ขาดทุนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายจึงเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ในเชิงธุรกิจการค้าทั่วไป หาใช่เพราะเหตุกระทำการเสี่ยงโชคอันน่าจะขาดทุนหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการประกอบธุรกิจอันควรตำหนิจำเลยที่ 2 ไม่

เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นผู้บริหารงานของจำเลยดังกล่าวย่อมทราบดีถึงศักยภาพในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่าสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปลงทุนแล้วจะได้ผลตอบแทนเพียงพอจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ค้าขายขาดทุนจนไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่เจ้าหนี้ได้ ย่อมเป็นเพราะความประมาทหรือความผิดพลาดของจำเลยที่ 2 ด้วย อีกทั้งที่จำเลยที่ 2 ยอมทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุผลที่ควรเชื่อได้ว่าหากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ชำระหนี้

จำเลยที่ 2 สามารถชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ จำเลยที่ 2 จึงได้ยอมก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน จึงเป็นกรณีอันควรตำหนิจำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ล้มละลายเพราะมีปัญหามาจากเศรษฐกิจตกต่ำนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจตกต่ำมีผลกระทบอย่างไรแก่การประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 บริหารงานของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ผิดพลาด การค้าขายก็คงไม่ขาดทุนถึงเพียงนี้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · จำลอง สุขศิริ · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้