Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3181/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ลูกจ้างที่ทดลองปฏิบัติงานเป็นลูกจ้างประจำ แต่หาใช่ลูกจ้างประจำสมบูรณ์อันจะพึงมีสิทธิตามกฎหมายเยี่ยงลูกจ้างประจำโดยทั่วไปไม่ เพราะนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างเสียได้ในระหว่างทดลองปฏิบัติงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยว่าเหตุผลที่การทดลองปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจเกิดแต่เหตุอันใด พฤติการณ์เป็นอย่างใด มีความจำเป็นแท้จริง และเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง มีเหตุอันสมควรที่จะให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นนี้ใหม่.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้อำนวยการขององค์การจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยที่๑ ต่อมาวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๘ จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ โดยจำเลยทั้งสองมิได้แจ้งเหตุผลใด ๆ และโจทก์ก็มิได้มีความผิดสาเหตุเลิกจ้างที่แท้จริงเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่พอใจที่โจทก์ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา ของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์จึงกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์อันเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรวมกันชำระค่าเสียหายเงินกองทุนสงเคราะห์สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้จ้างโจทก์เป็นเพียงพนักงานทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลา ๖ เดือนโจทก์ทดลองปฏิบัติงานแล้วผลงานไม่เป็นที่พอใจคณะกรรมการบริหารหรือคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลจึงมีมติให้โจทก์ทดลองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีกโจทก์ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จบรรลุผลตามเป้าหมายและตามนโยบายได้ขาดประสิทธิภาพและเบิกเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ซ้ำซ้อนจากจำเลยและกระทรวงกลาโหมวางตนไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร้องเรียนต่อคณธกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลและมีพฤติการส่อไปในทางไม่ซื้อสัตย์สุจริตอันอาจทำความเสียหายแก่จำเลยคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลจึงมีมติไม่อนุมัติให้บรรจุโจทก์เป็นพนักงาน การเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่สาเหตุที่เกิดแต่การร้องเรียนขอเลื่อนเงินเดือนของโจทก์หรือเหตุอื่นใดจำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินทุกจำนวนแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์อุทธรณ์เป็นข้อแรกว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์ยังอยู่ในระยะเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่แต่หาได้วินิจฉัยต่อไปไม่ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำหรือไม่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ ๒ มีบทนิยามเฉพาะคำว่า 'ลูกจ้างประจำ' กับ'ลูกจ้างชั่วคราว' เท่านั้น 'ลูกจ้างทอลองปฏิบัติงาน' เป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวไม่มีบทนิยามไว้ในกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือแม้แต่ข้อบังคับฉบับใด ๆ ของจำเลยเพราะฉะนั้นตามคำสั่งเอกสารหมายเลข ๑ ท้ายคำให้การโจทก์จึงเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ ๔๖ วรรคท้ายที่ว่า

'....ลูกจ้างประจำที่นายจ้างแจ้งให้ทราบเป็นหนังสือแต่แรกว่าให้ทดลองปฏิบัติงาน...' ด้วยข้อกำหนดดังกล่าวลูกจ้างที่ทดลองปฏิบัติงานจึงอาจเป็นลูกจ้างประจำได้แต่ก็ยังหาใช่เป็นลูกจ้างประจำสมบูรณ์อันจะพึงมีสิทธิตามกฎหมายเสียทีเดียวเยี่ยงลูกจ้างประจำโดยทั่วไปไม่โจทก์คงเป็น 'ลูกจ้างที่ทดลองปฏิบัติงาน' ซึ่งนายจ้างอาจมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเสียได้ในระหว่างทดลองปฏิบัติงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๓/๒๕๒๕ คดีระหว่างนายสุธรรม เอี้ยวสกุลโจทก์บริษัทเอ็มไพร์เอ็ม.ทีจำกัดกับพวกจำเลยและตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฯ ข้อ ๔๖ วรรคท้ายนั้นเองที่ว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างประจำที่ทดลองปฏิบัติงานในระยะเวลาที่แจ้งให้ทราบเป็นหนังสือแต่แรกว่าให้ทดลองปฏิบัติงาน.....และยังอยู่ในเวลานั้นซึ่งความที่ว่ามาแล้วนั้นสนับสนุนให้เห็นว่าลูกจ้างประจำที่ทดลองปฏิบัติบัติงานมิใช่

'ลูกจ้างประจำ' ทีสมบูรณ์เสียทีเดียวตามข้อบังคับ ฯ เอกสารหมายเลข ๔ ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับฉบับก่อน ๆ อันมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่พิพาทกันนี้ข้อ ๖ ทวิมีความว่าการบรรจุบุคคลเข้าทำงานเป็นพนักงานตามข้อ ๖ (ซึ่งรวมถึงรองผู้อำนวยการด้วย) ต้องมีการทดลองปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นเวลาหกเดือนก่อนตามวรรคสองหลังจากทดลองปฏิบัติหน้าที่การงานหกเดือนแล้ว ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุอาจสั่งให้ออกจากงานได้หรืออาจสั่งบรรจุได้หรืออาจสั่งให้ทดลองปฏิบัติการงานต่อไปอีกไม่เกินสามเดือนก็ได้ผุ้ทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งระดับ ๗ หรือเทียบเท่าขึ้นไป (โจทก์ทดลองปฏิบัติงานในระดับ ๙) คณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลอาจมีมติเกี่ยวกับการสั่งบรรจุการสั่งให้ออกจากงานหรือการทดลองปฏิบัติหน้าที่การงานต่อไปอีกระยะหนึ่งเป็นการเฉพาะรายก็ได้และตามข้อ ๖ การบรรจุและการแต่งตั้งพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการเช่นโจทก์นี้ต้องได้รับความหเห็นชอบของคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลก่อนเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วผู้อำนวยการจึงจะสั่งบรรจุได้จากข้อ ๖ ทวิวรรคแรกประกอบกับรายงานการประชุม

ฯ เอกสารหมายเลข ๖ ท้ายคำให้การระเบียบวาระที่ ๓ ตามที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิใช่ 'พนักงาน' ตามบทนิยามของข้อบังคับ ฯ เอกสารหมายเลข ๒ ท้ายคำให้การข้อ ๑ อันจะถือได้ว่าโจทก์เป็น'ลูกจ้างประจำ' จึงกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์อันเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรวมกันชำระค่าเสียหายเงินกองทุนสงเคราะห์สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้จ้างโจทก์เป็นเพียงพนักงานทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลา ๖ เดือนโจทก์ทดลองปฏิบัติงานแล้วผลงานไม่เป็นที่พอใจคณะกรรมการบริหารหรือคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลจึงมีมติให้โจทก์ทดลองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีกโจทก์ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จบรรลุผลตามเป้าหมายและตามนโยบายได้ขาดประสิทธิภาพและเบิกเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.)

ซ้ำซ้อนจากจำเลยและกระทรวงกลาโหมวางคนไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร้องเรียนต่อคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลแลมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่ซื้อสัตย์สุจริตอันอาจทำความเสียหายแก่จำเลยคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลจึงมีมิติไม่อนุมัติให้บรรจุโจทก์เป็นพนักงานการเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่สาเหตุที่เกิดแต่การร้องเรียนขอเลื่อนเงินเพิ่มของโจทก์หรือเหตุอื่นใดจำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินทุกจำนวนแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์อุทธรณ์เป็นข้อแรกว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์ยังอยู่ในระยะเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่แต่หาได้วินิจฉัยต่อไปไม่ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำหรือไม่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ ๒ มีบทนิยามเฉพาะคำว่า 'ลูกจ้างประจำ' กับ'ลูกจ้างชั่วคราว' เท่านั้น 'ลูกจ้างทดลองปฏิบัติงาน' เป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวไม่มีบทนิยามไว้ในกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือแม้แต่ข้อบังคับฉบับใด ๆ ของจำเลยเพราะฉะนั้นตามคำสั่งเอกสารหมายเลข ๑ ท้ายคำให้การโจทก์จึงเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ ๔๖ วรรคท้ายที่ว่า

'ลูกจ้างประจำที่นายจ้างให้ทราบเป็นหนังสือแต่แรกว่าให้ทดลองปฏิบัติงาน...' ด้วยข้อกำหนดดังกล่าวลูกจ้างที่ทดลองปฏิบัติงานจึงอาจเป็นลูกจ้างประจำได้แต่ก็ยังหาใช่เป็นลูกจ้างประจำสมบูรณ์อันจะพึงมีสิทธิตามกฎหมายเสียทีเดียวเยี่ยงลูกจ้างประจำโดยทั่วไปไม่โจทก์คงเป็น 'ลูกจ้างที่ทดลองปฏิบัติงาน' ซึ่งนายจ้างอาจมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเสียได้ในระหว่างทดลองปฏิบัติงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๓/๒๕๒๕ คดีระหว่างนายสุธรรม เอี้ยงสกุลโจทก์บริษัทเอ็มไพร์เอ็ม.ที.จำกัดกับพวก จำเลยและตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฯ ข้อ ๔๖ วรรคท้ายนั้นเองที่ว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างประจำที่ทดลองปฏิบัติงานในระยะเวลาที่แจ้งให้ทราบเป็นหนังสือแต่แรกว่าให้ทดลองปฏิบัติงาน....และยังอยู่ในเวลานั้นซึ่งความที่ว่ามาแล้วนั้นสนับสนุนให้เห็นว่าลูกจ้างประจำที่ทดลองปฏิบหัติงานมิใช่

'ลูกจ้างประจำ' ที่สมบูรณ์เสียทีเดียวตามข้อบังคับ ฯ เอกสารหมายเลข ๔ ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับฉบับก่อน ๆ อันมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่พิพาทกันนี้ข้อ ๖ ทวิมีความว่าการบรรจุบุคคลเข้าทำงานเป็นพนักงานตามข้อ ๖ (ซึ่งรวมถึงรองผู้อำนวยการด้วย) ต้องมีการทดลองปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นเวลาหกเดือนก่อนตามวรรคสองหลังจากทดลองปฏิบัติหน้าที่การงานหกเดือนแล้วผู้มีอำนาจสั่งบรรจุอาจสั่งให้ออกจากงานได้หรืออาจสั่งบรรจุได้หรืออาจสั่งให้ทดลองปฏิบัติการงานต่อไปอีกไม่เกินสามเดือนก็ได้ผู้ทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งระดับ ๗ หรือเทียบเท่าขึ้นไป (โจทก์ทดลองปฏิบัติงานในระดับ ๙) คณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลอาจมีมติเกี่ยวกับการสั่งบรรจุการสั่งให้ออกจากงานหรือการทดลองปฏิบัติหน้าที่การงานต่อไปอีกระยะหนึ่งเป็นการเฉพาะรายก็ได้และตามข้อ ๖ การบรรจุและการแต่งตั้งพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการเช่นโจทก์นี้ต้องได้รับความเห็นชอบของคณธกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลก่อนเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วผู้อำนวยการจึงจะสั่งบรรจุได้จากข้อ ๖ ทวิวรรคแรกประกอบกับรายงานการประชุม

ฯ เอกสารหมาย ๖ ท้ายคำให้การระเบียบวาระที่ ๓ ตามที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิใช่ 'พนักงาน' ตามบทนิยามของข้อบังคับ ฯเอกสารหมายเลข ๒ ท้ายคำให้การข้อ ๑ อันจะถือได้ว่าโจทก์เป็น'ลูกจ้างประจำ' ตามความหมายที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อที่สองว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมเพราะเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุ โจทก์มีความสามารถความริเริ่มความอุตสาหะความรับผิดชอบคุณภาพปริมาณงานตลอดจนความประพฤติและสมรรถภาพดีแม้จำเลยที่ ๒ ก็รับรองว่าโจทก์ปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อยดังปรากฏตามบันทึกข้อความสารบาญอันดับ ๒๙ ในสำนวนที่จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีความรู้ความสามารถความประพฤติไม่ดีทำงานไม่สำเร็จบรรลุผลตามเป้าหมายและตามนโยบายของคณะกรรมการองค์การเหมืองแร่ในทะเลมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่ซื้อสัตย์สุจริตนั้นไม่เป็นความจริง เป็นการอ้างลอย

ๆ ไม่มีพยานหลักฐานเป็นการกลั่นแกล้งกันตามรายงานการประชุมเอกสารหมายเลข ๖ ท้ายคำให้การระเบียบวาระที่ ๓ ก็มิได้บอกเหตุผลหรือสาเหตุในการเลิกจ้างประการใดมีพิรุธไม่ชอบด้วยข้อบังคับและไม่สุจริตเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ศาลแรงงานกลางหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นการไม่ถูกต้อง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าสาเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นประการใดเป็นไปตามคำฟ้องหรือเป็นไปตามคำให้การศาลแรงงานหาได้วินิจฉัยประการใดไม่เหตุผลที่ศาลแรงงานพิพากษามีอยู่สองประการคือโจทก์ยังอยู่ในระยะเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่กับการทดลองปฏิบัติของโจทก์ไม่เป็นที่พอใจของจำเลยสำหรับเหตุผลที่ไม่เป็นที่พอใจเกิดแต่เหตุอันใดพฤติการณ์เป็นอย่างใดมีความจำเป็นแท้จริงและเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยประการใดคงอ้างแต่รายงานการประชุม ฯ เอกสารหมายเลข ๖ ท้ายคำให้การระเบียบวาระที่ ๓ ข้อ ๑) ข้อ ๒) และข้อ ๓) ซึ่งก็หาปรากฏเหตุตรงกับที่จำเลยอ้างในคำให้การไม่ คดีจึงปรากฏเหตุที่ศาลแรงงานกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาประเด็นข้อ ๒ เสียใหม่แล้วพิพากษาตามรูปคดีเว้นแต่สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วในอุทธรณ์ข้อแรกแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาตามนัยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้น นอกจากสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายเสงี่ยม คชาธารศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้