Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มาตรา 134 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20)ฯ ซึ่งตามมาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พ.ร.บ. ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 ซึ่งจะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในวันที่ 15 กันยายน 2543 แต่พนักงานสอบสวนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งมาตรา 134 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) ยังไม่ใช้บังคับ พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว จำคุก 2 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ เป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ เทิดไทย และนายดาบตำรวจธนู ขอสวัสดิ์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่าก่อนเกิดเหตุ 1 เดือน ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์สืบทราบว่าที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกันมีการร่วมกันลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่นในหมู่บ้าน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้รับคำสั่งให้สืบสวนจับกุม วันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เวลา 8 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับพวกรวม 8 คน มีนายดาบตำรวจธนูรวมอยู่ด้วยร่วมกันวางแผนจับกุมโดยวิธีใช้สายลับล่อซื้อ ได้นำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ

ไปถ่ายสำเนาและลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้และตกลงแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเป็น 2 ชุด ชุดแรกมี 2 คน คือ นายดาบตำรวจธนูและจ่าสิบตำรวจสาคร จวงทันเที๊ยะ ให้ไปซุ่มห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร ชุดที่ 2 ซึ่งมีร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์รวมอยู่ด้วยรออยู่ปากซอยห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 100 เมตร จากนั้นเดินทางไปบ้านจำเลยที่ 1 ก่อนถึงบ้านจำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์มอบเงินที่ใช้ล่อซื้อให้สายลับแล้วไปยังจุดนัดหมาย นายดาบตำรวจธนูและสายลับไปบ้านจำเลยที่ 1 นายดาบตำรวจธนูเข้าจุดซุ่ม ส่วนสายลับไปที่บ้านจำเลยที่ 1 นายดาบตำรวจธนูเห็นสายลับเดินเข้าไปในบ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 พูดคุยกันสักครู่ สายลับมอบเงินให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปที่บ้านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 พบกับจำเลยที่ 2 พูดคุยกันและมอบเงินให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มอบสิ่งของลักษณะเป็นถุงให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เดินกลับมาที่บ้านมอบสิ่งของให้สายลับ

นายดาบตำรวจธนูแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ทราบว่าสายลับซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว ส่วนสายลับได้นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับพวกไปที่บ้านจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งขึ้นไปบนบ้าน ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับพวกวิ่งไล่ตามทัน สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคนมาซื้อเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่ามีธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่จำเลยที่ 2 จำนวน 600 บาท ส่วนอีก 400 บาท อยู่ที่ตนเอง และตรวจค้นพบที่ใต้ผ้าห่มในห้องนอนจำเลยที่ 1 เมื่อนำมาตรวจกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 แล้วมีหมายเลขตรงกัน ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แล้วนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน

เห็นว่า การวางแผนจับกุมจำเลยที่ 1 มีการนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 10 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาและบันทึกหมายเลขในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จากนั้นมอบธนบัตรดังกล่าวให้สายลับนำไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยนายดาบตำรวจธนูไปซุ่มดูการล่อซื้อห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร ได้ความว่าขณะนายดาบตำรวจธนูซุ่มดูการล่อซื้อเป็นเวลาภายหลังเวลา 8 นาฬิกา เป็นเวลากลางวัน และนายดาบตำรวจธนูอยู่ห่างสายลับและจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร จึงน่าเชื่อว่านายดาบตำรวจธนูสามารถมองเห็นการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและจดจำจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 นำธนบัตรฉบับ 100 บาท 4 ฉบับ มามอบให้นายดาบตำรวจธนูและรับว่าได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

เมื่อนำธนบัตรดังกล่าวมาตรวจเปรียบเทียบกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปใช้ล่อซื้อตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ปรากฏว่ามีหมายเลขตรงกัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองความข้อนี้ในสำเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.3 และเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเดียวกันแก่จำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ยังคงให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับนายดาบตำรวจธนูมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษจำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสำเนาภาพถ่ายธนบัตรตามเอกสารหมาย

จ.1 โดยเข้าใจว่าลงลายมือชื่อรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจนำธนบัตรมาให้ดู และขณะจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ ไม่มีข้อความในเอกสารดังกล่าว พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การโดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่านและไม่ได้อ่านข้อความให้จำเลยที่ 1 ฟัง เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความลอยๆ ทั้งไม่ได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์ซึ่งเป็นผู้บันทึกข้อความในสำเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าวและร้อยตำรวจเอกเทียนชัย ศรีธรรม ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้ให้ความชัดเจนว่าเป็นดังเช่นที่จำเลยที่ 1 อ้างหรือไม่ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 จริง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่านายดาบตำรวจธนูซุ่มอยู่ที่บริเวณใด

มีสิ่งกีดกั้นสายตาระหว่างบริเวณดังกล่าวกับบ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงใด ไม่มีการทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุส่งเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของนายดาบตำรวจธนู ทั้งในบันทึกการตรวจค้นจับกุมบันทึกว่า จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ คำเบิกความของนายดาบตำรวจธนูจึงมีน้ำหนักน้อยนั้น เห็นว่า ศาลรับฟังคำเบิกความของนายดาบตำรวจธนูด้วยเหตุผลหลายประการตามที่ได้วินิจฉัยแล้ว การที่พนักงานสอบสวนไม่ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุส่งเป็นพยานหลักฐานประกอบคำเบิกความของนายดาบตำรวจธนู จึงไม่ทำให้คำเบิกความของนายดาบตำรวจธนูมีน้ำหนักลดน้อยลงแต่อย่างใด ส่วนบันทึกการตรวจค้นจับกุมที่บันทึกว่า จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับ

น่าจะเกิดจากความพลั้งเผลอ เพราะบันทึกฉบับเดียวกันก่อนหน้านั้นบันทึกว่าเจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยที่ 1 รับธนบัตรจากสายลับแล้วนำไปมอบให้จำเลยที่ 2 และนำเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 มามอบให้สายลับตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกชุมพงษ์กับนายดาบตำรวจธนูเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับการยึดได้ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อในสาระสำคัญนั้นเห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับธนบัตรดังกล่าวแล้ว จึงไม่วินิจฉัยซ้ำอีก และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) ให้มีทนายความเข้าร่วมสอบสวนด้วยนั้น

เห็นว่า มาตรา 134 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ซึ่งตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 ซึ่งจะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในวันที่ 15 กันยายน 2543 แต่พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งมาตรา 134 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) ยังไม่ใช้บังคับ พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทความผิดตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.92 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

จำนวน 10 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งโทษจำคุกเป็นคุณมากกว่าตามกฎหมายเดิมในมาตรา 66 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จะยุติ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายและกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมและถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามและลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และจำเลยที่ 2 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สำรวจ อุดมทวี · วิชัย วิวิตเสวี · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้