Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมโดยจำกัดความผิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไว้ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลย คนใดคนหนึ่งชำระหนี้โดยสิ้นเชิงภายในวงเงินที่ต้องรับผิดหรือแต่โดยส่วน ก็ได้ตามแต่จะเลือก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะ ร้องขอให้บังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งเจ็ดให้เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดี และ ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ขอยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 เพิ่มเติม ซึ่งไม่ติดจำนองโจทก์ แต่ติดจำนองผู้ร้อง และศาลชั้นต้นอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการขายทรัพย์ที่ติดจำนองให้ครบถ้วนก่อน หากได้เงินจำนวนเพียงพอที่จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป โจทก์ต้องถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 โดยเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย จึงไม่เป็นการนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงิน 22,336,772.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดไม่เกิน 1,759,452.27 บาท และให้จำเลยที่ 4ร่วมรับผิดไม่เกิน 3,182,220.23 บาท ตามคำขอของโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ หากยังไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบแต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์และยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 248, 1124 กับ 1138 ของจำเลยที่ 4 ซึ่งติดจำนองอยู่แก่ผู้ร้อง โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องขายทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์ให้ครบเสียก่อน หากได้เงินสุทธิพอแก่จำนวนหนี้ที่ค้างชำระก็ให้โจทก์ถอนการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 และชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองในทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ผู้ร้องขอสวมสิทธิของโจทก์ในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตนทันทีโดยไม่จำต้องรอขายทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่แก่โจทก์เสียก่อนศาลชั้นต้นไม่อนุญาตผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง แต่ขอถอนอุทธรณ์ในเวลาต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 4โดยยังมิได้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำนองไว้แก่โจทก์เป็นการข้ามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า การที่โจทก์นำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 ซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้อง โดยยังมิได้ขายทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์ เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อกีดกันไม่ให้ผู้ร้องบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินของจำเลยที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 7 ต้องร่วมกันชำระเงิน 22,336,772.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดไม่เกิน1,759,452.27 บาท และจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 3,182,220.23 บาทหากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบคำพิพากษาดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำกัดความผิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไว้

โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยคนใดคนหนึ่งชำระหนี้โดยสิ้นเชิงภายในวงเงินที่ต้องรับผิดหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งเจ็ดให้เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดี และค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง และตามรายงานเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2537 ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์คิดถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 จำนวน 42,299,813.69 บาท โดยหักทอนหนี้ที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536 แล้วจำนวน2,175,000 บาท

ส่วนทรัพย์จำนองอีก 2 รายการ ที่ยึดไว้ยังขายทอดตลาดไม่ได้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ 25,675,000 บาท หากขายทอดตลาดได้ก็ไม่พอชำระหนี้ และจำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์คิดถึงวันที่ 31 มกราคม 2537จำนวน 4,710,249.30 บาท ดังนั้น การที่โจทก์ขอยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4เพิ่มเติม ซึ่งไม่ติดจำนองโจทก์ แต่ติดจำนองผู้ร้อง และศาลชั้นต้นอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการขายทรัพย์ที่ติดจำนองซึ่งอยู่ในระหว่างรอการขายทอดตลาดให้ครบถ้วนก่อน หากได้เงินจำนวนเพียงพอที่จำเลยที่ 4ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป โจทก์ต้องถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 โดยเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย จึงไม่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

ส่วนคำพิพากษาที่ว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ถ้าได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดจนครบถ้วนนั้นหมายความถึงเฉพาะการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำนองทรัพย์เป็นประกันหนี้โจทก์ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวไม่ชำระหนี้เท่านั้น หาได้หมายความว่าให้โจทก์ไปบังคับเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสิ้นเชิงก่อนและถ้าได้เงินไม่พอจึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ได้ การบังคับคดีของโจทก์จึงมิได้ข้ามขั้นตอนตามที่คำพิพากษากำหนดไว้และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตไม่ทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองเสื่อมเสียสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ได้พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยงยศ นิสภัครกุล · อภิศักดิ์ พรวชิราภา · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้