Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฝ่ายซื้อกับผู้ขายไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผู้ขาย ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฝ่ายซื้อ จึงไม่เป็นตัวการร่วมในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 และที่ 8 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 ได้มอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 19,750 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1,806.080 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 333.243 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ให้กับจำเลยที่ 1 นำติดตัวเดินทางจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มายังกรุงเทพมหานครด้วยรถยนต์โดยสารปรับอากาศเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า แต่ระหว่างทางเมื่อถึงด่านตรวจห้วยยะอุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 1 ถูกพันตำรวจโทบุญส่ง ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรับมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภรรยากันและจับกุมตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามฟ้องฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยื่นฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ค้างพิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ใช้บังคับ การฎีกาจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้คือไม่จำต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่การฎีกายังคงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด

พ.ศ.2550 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทบุญส่ง สิบตำรวจเอกมนต์และสิบตำรวจเอกนริศเป็นพยานเบิกความได้ความว่า ในวันเกิดเหตุคือวันที่ 29 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา หลังจากที่จับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางและจำเลยที่ 1 ได้ให้การว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจ้างให้นำไปส่งที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้นำจำเลยที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภรรยาและได้จับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ให้นำไปส่งแก่จำเลยที่ 4 ที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงมีการนำตัวจำเลยที่ 2 เดินทางมากรุงเทพมหานคร

จนเวลาประมาณ 7 นาฬิกา ของวันที่ 30 มกราคม 2551 จำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์มายังจำเลยที่ 2 สอบถามว่าเดินทางถึงที่ใดแล้ว หากมาถึงให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 ที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู สาขาสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 อีกหลายครั้ง จนเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ได้ควบคุมจำเลยที่ 2 มาถึงห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู สาขาสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และเวลาประมาณ 10.20 นาฬิกา จำเลยที่ 4 โทรศัพท์มายังจำเลยที่ 2 บอกว่าใกล้จะถึงแล้ว พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงให้จำเลยที่ 2 ทำทีถือถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 4 สักครู่จำเลยที่ 4 เดินมาหาจำเลยที่ 2 โดยพันตำรวจโทบุญส่งกับพวกซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ภายในรถยนต์ใกล้กับที่จำเลยที่ 2 นั่งอยู่

เมื่อจำเลยที่ 4 มาถึงได้นั่งคุยกับจำเลยที่ 2 และขอดูถุงที่จำเลยที่ 2 ถืออยู่มีการพูดคุยกัน จำเลยที่ 2 ส่งถุงที่ใส่เมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 4 เมื่อคุยกันสักครู่จำเลยที่ 4 ก็แยกตัวออก พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงเข้าจับกุม จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นคนกลางมารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ไปให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 โดยได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 มัดละ 5,000 บาท และให้การว่าเมื่อได้รับเมทแอมเฟตามีนแล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้นำไปส่งให้ที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 และมีหน้าที่นำเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาให้จำเลยที่ 2 พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงนำจำเลยที่ 4 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จากนั้นให้จำเลยที่ 4 ถือถุงใส่เมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 พบจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยืนรออยู่หน้าบ้าน

จำเลยที่ 4 ได้มอบถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 6 พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกจึงเข้าจับกุม ซึ่งจำเลยที่ 4 ชี้ยืนยันจำเลยที่ 5 และที่ 6 ว่าเป็นผู้ว่าจ้าง พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 5 และที่ 6 พบเงิน 709,880 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับว่าเป็นเงินที่ไว้จ่ายค่าเมทแอมเฟตามีนของกลาง จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว เห็นว่า การที่พันตำรวจโทบุญส่งกับพวกไปจับกุมจำเลยที่ 4 เกิดจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 ให้ความร่วมมือติดต่อนัดหมายกับจำเลยที่ 4 ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการใช้โทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ที่มีการติดต่อกันในวันที่ 29 มกราคม 2551 เวลา 15.19 นาฬิกา และเวลา 22.21 นาฬิกา และโดยเฉพาะในวันที่ 30 มกราคม 2551 เวลา 10.25 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาขณะที่จำเลยที่ 2 รอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 4 ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ที่พวกจำเลยใช้ติดต่อว่าหมายเลขใดเป็นของจำเลยคนใดปรากฏตามบันทึกการจับกุมที่ระบุไว้โดยชัดเจนว่ายึดโทรศัพท์หมายเลขใดได้จากจำเลยคนใด

นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาพถ่ายสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว ที่เป็นภาพจำเลยที่ 4 กำลังข้ามถนนไปหาจำเลยที่ 2 ที่นั่งรออยู่และภาพที่ทั้งสองนั่งคุยกันและจำเลยที่ 4 หิ้วเอาถุงที่ใส่เมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ไป และภาพที่จำเลยที่ 4 ชี้เมทแอมเฟตามีนของกลางหลังจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 4 นำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 มาซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟู มีชาย 3 คน หญิง 1 คน มาสอบถามว่าชื่อสมพรหรือไม่ เมื่อบอกว่าไม่ใช่ก็ถูกบังคับให้รับและถูกตรวจค้นตัว ชายกลุ่มดังกล่าวนำกระเป๋ามาเปิดบังคับให้จำเลยที่ 4 ชี้แล้วถ่ายรูป

จากนั้นพามาที่บ้านของจำเลยที่ 4 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยเฉพาะ ที่ปรากฏภาพของจำเลยที่ 4 เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 2 แล้วนั่งคุยกันมีการเปิดดูถุง ซึ่งไม่มีลักษณะของการขู่บังคับให้เห็นตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้าง และที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 แล้วพามาจับกุมจำเลยที่ 4 เป็นการจัดฉากโดยข่มขืนใจจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ลงชื่อในบันทึกการจับกุม โดยไม่ได้สมัครใจ การจับกุมจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ นั้น ฟังไม่ขึ้นไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้เช่นกัน สำหรับฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ 4 เห็นว่า

ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 นั้น เห็นว่า การจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็สืบเนื่องมาจากคำให้การของจำเลยที่ 4 ที่ให้การว่าจำเลยที่ 4 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อนำไปมอบให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 โดยได้ค่าจ้างมัดละ 5,000 บาท จึงมีการนำจำเลยที่ 4 มาที่บ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 เมื่อมาถึงพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าพบจำเลยที่ 5 และที่ 6 อยู่บริเวณหน้าบ้านแล้ว อันเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รอจำเลยที่ 4 อยู่และพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 4 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ของกลางให้กับจำเลยที่ 6 ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวไม่มีพิรุธและไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความให้ร้ายจำเลยที่ 5 และที่ 6 และโจทก์ยังมีบันทึกการใช้โทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 5 ในวันที่ 29 มกราคม 2551 และวันที่ 30 มกราคม 2551 โดยเฉพาะเวลา 9.55 นาฬิกา ของวันที่ 30 มกราคม 2551 ที่จำเลยที่ 4 โทรศัพท์ไปยังจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 2 และเวลา 10.56 นาฬิกา ที่จำเลยที่ 5 โทรศัพท์ไปยังจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยที่ 4 ถูกจับกุมตัวแล้ว ตามบันทึกการใช้โทรศัพท์ประกอบบันทึกการตรวจยึดโทรศัพท์ที่ระบุไว้ในบันทึกการจับกุม

นอกจากนี้การตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยังพบเงินจำนวน 709,880 บาท ซึ่งทำให้เชื่อมโยงได้ว่าน่าจะเป็นเงินที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมไว้เพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีนตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ที่ให้การไว้กับพยานโจทก์ผู้จับกุม จากหลักฐานของโจทก์ที่ประกอบทั้งหมดดังที่กล่าวจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 4 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางนำมาให้ตนที่บ้าน ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 4 ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองแล้วและนำมามอบให้แก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามที่ตกลงกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองด้วยเช่นกัน ส่วนข้อที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 นำสืบต่อสู้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 5 และที่ 6 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านของจำเลยที่ 4 จึงเข้าไปสอบถามถึงการตรวจค้นทำให้เจ้าพนักงานตำรวจไม่พอใจ

จับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 กล่าวหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า ยังไม่ได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 4 เพราะเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก่อน โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้ตามที่พยานโจทก์เบิกความและจำเลยที่ 5 กับที่ 6 ก็ไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ส่วนเงินที่พบที่บ้านนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ชี้แจงให้เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทราบแล้วแต่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลและหมายเลขโทรศัพท์จำเลยที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่หมายเลขของตนพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว

นั้น เห็นว่า ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้เช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผู้ขาย ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นฝ่ายผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ จำเลยทั้งห้าคนจึงไม่ใช่ตัวการร่วมกันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันฝ่ายหนึ่ง และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นตัวการร่วมกันอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานัส เหลืองประเสริฐ · พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายเอกวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ - นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3850/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อย1522/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อย574/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้