Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3155/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ฉบับแรกไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างต่อมาได้ทำสัญญาจ้างฉบับที่ 2 และที่ 3 โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างเช่นเดียวกัน และสัญญาจ้างฉบับหลังไม่มีข้อความให้ยกเลิกสัญญาจ้าง ฉบับแรก เมื่อโจทก์ได้ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตลอดมา ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์รวมสามฉบับเพื่อประสงค์ที่จะให้อายุการทำงานของโจทก์น้อยลงโดยไม่นับอายุงานติดต่อกัน เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือจ่ายให้น้อยลง อันเป็นการหลีกเลี่ยงประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน กรณีของโจทก์ถือได้ว่าโจทก์ได้ทำงานติดต่อกันตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ข้อ 46 แล้ว จำเลยจ่ายค่าอาหารกลางวันให้เฉพาะลูกจ้างที่มาทำงานในวันทำงานปกติ ส่วนลูกจ้างซึ่งมิได้มาทำงานหรือในวันหยุด จำเลยไม่จ่ายให้ ค่าอาหารกลางวันจึงมีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยตั้งแต่ พ.ศ. 2519ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 4,350 บาท ค่าอาหารกลางวันเดือนละ80 บาท รวมเป็นค่าจ้างเดือนละ 6,430 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2531 โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 6 เดือน เป็นเงิน 38,580 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 6,430 บาทค่าจ้างประจำเดือนสิงหาคม 2531 จำนวน 6,430 บาท และเงินบำเหน็จจำนวน 64,300 บาท แก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์โดยมีกำหนดอายุสัญญาจ้างแน่นอนเพียงคราวละ 1 ปี เมื่อครบสัญญาก็ทำสัญญาจ้างกันใหม่ เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดต่อกฎหมาย โดยปลอมเอกสารสำคัญของจำเลย

ค่าอาหารกลางวันไม่ใช่ค่าจ้างจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าอาหารกลางวันมิใช่ค่าจ้างโจทก์ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 4,350 บาท โจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาของจำเลยพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน13,050 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 4,350 บาทและค่าจ้างค้างชำระเป็นเงิน 2,610 บาท ให้แก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 ได้ให้ความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน..." แต่ค่าอาหารกลางวันนั้น

ปรากฏว่าจำเลยจ่ายให้แก่เฉพาะลูกจ้างซึ่งมาทำงานในวันทำงานปกติ ส่วนลูกจ้างซึ่งมิได้มาทำงานหรือในวันหยุด ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าอาหารกลางวันจึงเห็นได้ว่าค่าอาหารกลางวันนั้นจำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือการครองชีพของลูกจ้างซึ่งมาทำงานในวันนั้น อันมีลักษณะเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างอย่างหนึ่ง ไม่ใชจำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง ฉะนั้นค่าอาหารกลางวันจึงมิใช่ค่าจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธินับอายุการทำงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.1 ถึงหมาย ล.3 ติดต่อกันนั้น ปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย และในวันที่ 2 พฤษภาคม 2523 โจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย

ล.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2528 ได้ทำหนังสือสัญญาจ้างกันใหม่ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งตามหนังสือสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.1 ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ และหนังสือสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย ล.2 ก็ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้เช่นฉบับแรกและไม่มีข้อความว่า ให้ยกเลิกสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย ล.1และในวันที่ 1 มกราคม 2530 โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจ้างอีกฉบับหนึ่ง ตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้และไม่มีข้อความว่าให้ยกเลิกสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย ล.2 ด้วยทั้งโจทก์ได้ทำงานกับจำเลยติดต่อกันตลอดมา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์รวมสามฉบับเพื่อประสงค์ที่จะให้อายุการทำงานของโจทก์น้อยลงโดยไม่นับอายุการทำงานติดต่อกัน เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือจ่ายค่าชดเชยให้น้อยลง อันเป็นการหลีกเลี่ยงประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อการคุ้มครองแรงงานโดยแจ้งชัดอยู่ในตัว กรณีของโจทก์จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ทำงานติดต่อกันตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งครบสามปีขึ้นไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามข้อ 46(3) โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 4,350 บาทจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวน 26,100 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน26,100 บาท ให้แกโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุพจน์ นาถะพินธุ · มาโนช เพียรสนอง · ศิลปชัย มัทธุรศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2544

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน 55 คน ได้กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7330/2543

นายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว คงจ่ายแต่เฉพาะสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้าง เงินดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2541

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัย ว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้