Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3144/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานก่อความวุ่นวายในการกระทำพิธี กรรมตามศาสนาหรือไม่นั้น การที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองเป็นอิหม่าม และบิหลั่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองดำรง ตำแหน่งดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งถึงขณะเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ประกาศทางเครื่องขยายเสียงต่อหน้าสัปบรุษ ทั้งหลายในมัสยิดโดยใส่ความโจทก์ว่าเป็นอิหม่าม และบิหลั่นเถื่อน ได้หลอกลวงสัปบรุษ มานานแล้ว เป็นการทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ทั้งมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามป.อ. มาตรา 329 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตาม มาตรา 328.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นอิหม่าน โจทก์ที่ 2 เป็นบิหลั่นมีหน้าที่ปกครองดูแลมัสยิด จำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันก่อให้เกิดความวุ่นวายด้วยการขัดขวางการทำพิธีกรรมทางศาสนาของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้พูดทางเครื่องขยายเสียงบนมัสยิดประกาศไม่ให้โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่อิหม่านและบิหลั่น รวมทั้งได้ใส่ความโจทก์ทั้งสองอันเป็นการหมิ่นประมาทอีกด้วยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207, 326, 328, 83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลสั่งประทับฟ้องจำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 207, 83, 91 รวม 2 กรรม วางโทษแต่ละกรรม จำคุก 1 เดือนปรับ 500 บาท

รวมจำคุก 2 เดือน ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207, 328, 83, 91 ลงโทษตามมาตรา 207 จำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท ตามมาตรา 328 จำคุก 2 เดือนปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,500 บาท จำเลยอื่นนอกจากนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 207, 83 จำคุกคนละ1 เดือน ปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกของจำเลยทุกคนให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30จำเลยทั้งแปดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งแปดฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อ 1, 2 และ 4ส่วนข้อ 3 ไม่รับฎีกาเพราะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ศาลำีกาวินิจฉัยว่า

"...คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งแปด ข้อ 1 และข้อ 2 รวมกันว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งแปดฎีกาว่า จำเลยได้อุทธรณ์ไว้แจ้งชัดแล้วว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นอิหม่านและโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นบิหลั่นที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพราะโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวใน พ.ศ. 2508โดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากขณะนั้นจำเลยที่ 6 ยังเป็นอิหม่านโดยชอบด้วยกฎมหาย และนายดับดุลเลาะห์มาน แสงวิมาน ยังเป็นบิหลั่นอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาและศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาข้อนี้พยานโจทก์มีนายอารีย์โก๊ะเจริญ และโจทก์ที่ 2 เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.5ถึง จ.12 ว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.5 ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการ จัดทำทะเบียนสัปปุรุษของมัสยิดดาร๊อสอาดะห์ขึ้นใหม่แล้วให้ทำการเลือกตั้งอิหม่าน คอเต็บ และบิหลั่นกับกรรมการมัสยิดให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ตามคำสั่งดังกล่าวมอบหมายให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการโดยมีนายหะยีสอี๊ดสุไลมาน เป็นประธานเป็นผู้ทำการเลือกตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ผลการเลือกตั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2508 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ได้รับเลือกตั้งเป็นอิหม่านและบิหลั่นตามลำดับปรากฏตามเรื่องราวเอกสารหมาย จ.6 อันเป็นเรื่องราวที่ยื่นต่อทางราชการขอเปลี่ยนแปลงกรรมการมัสยิด ซึ่งทางคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการได้ออกประกาศนียบัตรรับรองตามเอกสารหมายจ.7 และ จ.8 หลังจากนั้น โจทก์ทั้งสองได้ปฏิบัติหน้าที่อิหม่านและบิหลั่นตลอดมาและเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริการของมัสยิดตามเอกสารหมาย จ.9, จ.10 และ จ.11 จดทะเบียนจำเลยที่ 1 เป็นคอเต็บตามเอกสารหมาย จ.12 ต่อทางราชการ เห็นว่าการเลือกตั้งอิหม่านและบิหลั่นใน พ.ศ. 2508 เป็นไปตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยอันชอบด้วยกฎหมาย และหลักฐานพยานโจทก์ฟังได้ว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเลือกตั้งแล้วก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตลอดมาไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้านเรื่องนี้แต่อย่างใด...

โจทก์ทั้งสองได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอิหม่าน และบิหลั่นตามลำดับโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2508 และดำรงตำแหน่งดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะนำสืบว่าคณะกรรมการมัสยิดที่เกิดเหตุได้มีมติให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2526 ก็ตาม มติดังกล่าวก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วคำพิพากษาฎีกา 2 เรื่องที่จำเลยดังกล่าวอ้างเป็นฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งแปดสำหรับข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาข้อที่ 4 ของจำเลยมีว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางเครื่องขยายเสียงต่อหน้าสัปปุรุษทั้งหลาย

กล่าวหาโจทก์ทั้งสองมีข้อความตามฟ้องนั้นเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนและป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำหรือเป็นการกล่าวความจริงซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้อง

พิเคราะห์แล้วจำเลยที่ 2 ประกาศทางเครื่องขยายเสียงต่อหน้าสัปปุรุษทั้งหลายในมัสยิดกล่าวหาโจทก์ทั้งสองว่า"เป็นอิหม่านบิหลั่นเถื่อน หลอกลวงปวงสัปปุรุษให้หลงเชื่อมาเป็นเวลานานแล้ว ปวงสัปปุรุษทั้งหลายอย่าไปเชื่อ" เห็นว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองดำรงตำแหน่งอิหม่านและบิหลั่นตามลำดับโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ประกาศดังกล่าวจึงเป็นการไส่ความโจทก์ทั้งสองโดยประการที่น่าจะทำให้ปวงสัปปุรุษหลงเชื่อ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ ทั้งมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 2 จึงต้องมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้อง กล่าวโดยสรุปแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งแปดฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้