Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในกรณีที่ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาต่อนิติบุคคลเสียเองนั้น ผู้แทนของนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดย่อมไม่จัดการแทนนิติบุคคลโดยฟ้องร้องกล่าวหาตนเองต่อศาล ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องคดีได้หากกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดี ถือได้ว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจฟ้องคดีได้ตามมาตรา 28(2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัท พ. ร่วมกันทำรายงานการประชุมของบริษัท อันเป็นความเท็จและจำเลยที่ 2ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง เป็นเหตุให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการยักยอกที่ดินพิพาทของบริษัท ในวันที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท คู่สัญญาต่างเป็นนิติบุคคลจึงต้องแสดงหนังสือรับรองการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วยเพื่อให้ตรวจสอบอำนาจของกรรมการของนิติบุคคลนั้น และคู่สัญญาต้องส่งรายงานการประชุมของนิติบุคคลดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบเจตนาและวัตถุประสงค์ของคู่สัญญาด้วย การที่จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ผู้รับมอบอำนาจให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานในการซื้อขายโดยประการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานยักยอก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และเห็นว่าความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียว แต่เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานยักยอกและให้เรียงกระทงลงโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันและให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานยักยอกเพียงบทเดียวจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้โทษของจำเลยที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษมานั้นเป็นการไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนพฤษภาคม 2532 ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2532 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งหกร่วมกันเบียดบังเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 91683 ถึง 91687 รวม 5 แปลง เนื้อที่ 5 ไร่ 59 ตารางวาของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ซึ่งโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของจำเลยที่ 3 ด้วยเจตนาทุจริตโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าบริษัทดังกล่าวขายให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่เป็นความจริงทั้งนี้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว

การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการร่วมกันยักยอกทรัพย์สินของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้างจำกัด เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งหกโดยเจตนาทุจริตร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ทั้งสองด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5 แปลงดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3ผู้ซื้อได้ชำระราคาอีกทั้งผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินไว้แล้ว อันเป็นความเท็จความจริงแล้วไม่มีการซื้อที่ดินกันจริง อันเป็นการร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงผู้ถือหุ้นของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง

จำกัด และโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกันฉ้อโกงที่ดินของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด และโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 เวลากลางวัน จำเลยที่ 4 ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เขตห้วยขวาง(บางกะปิ) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้จดข้อความอันเป็นเท็จในแบบสอบสวนบันทึกถ้อยคำและสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินในการซื้อขายที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนและเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่าบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ผู้ขายได้ขายที่ดิน 5 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 3 ผู้ซื้อได้ชำระราคาและผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินรายนี้เรียบร้อยแล้วซึ่งเป็นความเท็จ

ความจริงแล้วบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด และจำเลยที่ 3มิได้ขายที่ดินและไม่มีการชำระเงินค่าที่ดินกันจริง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันทำรายงานการประชุมของบริษัทและหนังสือมอบอำนาจขายที่ดินอันเป็นเท็จมอบให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำไปประกอบการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ร่วมกันทำรายงานการประชุมของจำเลยที่ 3 อันเป็นเท็จนำไปประกอบการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ 3 ไปการกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 341, 352 และ 353ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหายักยอกข้อหาแจ้งความเท็จ และข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จให้ประทับฟ้องข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาฉ้อโกงให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 3 ปี และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน6,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ในข้อหาดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 3 ปีและปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 6,000 บาท

รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ6 ปี ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 12,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีและจำเลยที่ 2 พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตลอดมานับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 2หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก

ประกอบด้วยมาตรา 83จำคุกคนละ 2 ปี คำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้าน และโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1และที่ 4 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นที่พอใจแล้ว ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 และขอถอนฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่คัดค้าน จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขอแก้ไขคำให้การเป็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และขอให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหกในความผิดฐานฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์ในข้อหาดังกล่าว ดังนั้นข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนความผิดฐานยักยอกและความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานนั้นศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตามมาตรา 137, 267 ประกอบด้วยมาตรา 83จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นยกฟ้องโจทก์ทั้งสองทุกข้อหา ส่วนโจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในความผิดฐานยักยอกและฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานหนักโดยไม่ลดโทษให้คดีมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า

จำเลยทั้งหกร่วมกันยักยอกที่ดิน 5 แปลงของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด และร่วมกันแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เขตห้วยขวาง (บางกะปิ) เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารของทางราชการจริงหรือไม่ หากจำเลยที่ 2กระทำความผิดจริงตามฟ้องมีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่อย่างไรก็ดีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งโจทก์ทั้งสองชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35วรรคสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ในข้อหาดังกล่าวในระหว่างฎีกาและจำเลยเหล่านั้นไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ในความผิดฐานยักยอกได้

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ออกเสียจากสารบบความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ลงโทษจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานยักยอกย่อมสิ้นผลไปในตัวอนึ่ง เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4ในความผิดฐานยักยอกแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในข้อหาดังกล่าวย่อมตกไปด้วย แต่ความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และมาตรา 267 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองต้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง

จะถอนฟ้องในชั้นฎีกาไม่ได้จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองถอนฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตามมาตรา 137และมาตรา 267 ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอถอนฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6นั้น เฉพาะจำเลยที่ 2 เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความแล้ว จึงไม่ต้องสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอถอนฎีกาในส่วนจำเลยที่ 2 อีก คงเหลือฎีกาของโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 เมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองถอนฎีกาได้ ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกาคงเหลือปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4แต่เพียงว่า

จำเลยที่ 3 ได้ยักยอกที่ดินของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัดจริงหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เขตห้วยขวาง (บางกะปิ) เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารของทางราชการจริงหรือไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาต่อนิติบุคคลเสียเองนั้นเป็นที่เห็นได้ว่าผู้แทนของนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดย่อมไม่จัดการแทนนิติบุคคลโดยฟ้องร้องกล่าวหาตนเองต่อศาล

ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลนั้นย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องคดีได้หากกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทและบริษัทไม่ฟ้องคดีดังนี้จึงถือได้ว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจฟ้องคดีได้ ตามมาตรา 28(2) โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกในความผิดฐานยักยอกปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานยักยอก และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้องหรือไม่ ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า

จำเลยที่ 3ได้ยักยอกที่ดินของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ร่วมกันทำรายงานการประชุมของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ฉบับลงวันที่ 8พฤษภาคม 2532 ตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13 ว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทไม่ได้นำเงินมาให้บริษัทกู้ยืมตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเพื่อชำระราคาที่ดินเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องหาเงินมาให้บริษัทกู้ยืมแทนและที่ดินพิพาทไม่เป็นประโยชน์แก่บริษัทจึงเห็นสมควรขายให้จำเลยที่ 3ในราคา 21,000,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์ทั้งสองได้นำเงินไปให้บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง

จำกัด กู้ยืมเพื่อซื้อที่ดินพิพาทตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเป็นเงิน 1,500,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานานาเหนือ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2531จำนวนเงิน 1,500,000 บาท บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแต่ประการใด เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินค่าที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือ 14,000,000 บาท ครบกำหนดชำระในวันที่ 28 กันยายน 2532และบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ยังได้รับอนุมัติจากธนาคารกรุงเทพจำกัด สำนักงานใหญ่ให้กู้ยืมเงินในวงเงิน 50,000,000 บาท นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการทำหมู่บ้านจัดสรรโครงการที่ 2 บนที่ดินพิพาทต่อจากโครงการพระรามเก้าวิลล์ซึ่งเป็นโครงการแรก เนื่องจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ติดต่อกัน ที่ดินโครงการแรกมีถนน 2 สาย

กว้าง 8 เมตรและ 12 เมตร ถนนดังกล่าวเชื่อมติดต่อกับที่ดินพิพาทในข้อนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายวรวุฒิ วุฒิภิญโญ สมุห์บัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขานานาเหนือกับนางสาวสุภาณี เสน่หา สมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาตลาดน้อยเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เช็คจำนวน 6 ฉบับ ของโจทก์ที่ 1 ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.63 ได้ถูกเรียกเก็บเงินโดยนำเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและบัญชีสะสมทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาตลาดน้อยจำนวน 1,500,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.64 และ จ.65 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ทั้งสองยังมีนายเจริญ จันทร์สมิธมาศผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ เป็นพยานเบิกความว่า

ธนาคารได้อนุมัติให้วงเงินกู้แก่บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด จำนวน40,000,000 บาท และวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก 10,000,000 บาทรวมเป็น 50,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.68 และ จ.69 นอกจากนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินค่าซื้อที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 14,000,000 บาทเอกสารหมาย จ.10 ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่จะครบกำหนดชำระเงินในวันที่ 28 กันยายน 2532 ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองมีเหตุผลเชื่อมโยงกันดีรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้นำเงินไปมอบให้บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัดเพื่อซื้อที่ดินพิพาทตามสัดส่วนที่ถือหุ้นแล้ว จึงไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด จะต้องระดมทุนเพิ่มเพื่อชำระราคาที่ดินพิพาทอีก

ส่วนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัดกับจำเลยที่ 3 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2532 นั้น โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าในวันดังกล่าวไม่มีการซื้อขายกันจริง เพราะจำเลยที่ 3 ไม่ได้ชำระเงินให้แก่บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด แต่อย่างใด โดยโจทก์ทั้งสองมีนายนิรันดร์เพชรชาติ ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนบัญชีกระแสรายวันธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ เป็นพยานเบิกความว่าตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด เอกสารหมาย จ.19 ปรากฏว่าในวันที่ 17พฤษภาคม 2532 อันเป็นวันซื้อขายที่ดินกันและในวันถัดมาไม่มีการนำเงินจำนวน 21,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีดังกล่าวเลย ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเหตุที่ต้องมีการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในลักษณะดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน

เนื่องจากการจัดสรรที่ดินตั้งแต่ 100 แปลงขึ้นไป ผู้จัดสรรจะต้องจัดให้มีพื้นที่เป็นสนามเด็กเล่น 1 แห่ง โดยมีเนื้อที่ตั้งแต่200 ตารางวาขึ้นไป ดังนั้น การโอนที่ดินพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 ทำการจัดสรรจะทำให้บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องเสียเนื้อที่สนามเด็กเล่นและเมื่อโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 แล้ว ได้ตกลงให้จำเลยที่ 3โอนหุ้นของจำเลยที่ 3 มาให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัดตามสัดส่วนที่ลงทุนและทำโครงการที่ 2 ในนามของจำเลยที่ 3 ต่อไปก็ขัดต่อเหตุผลอีกทั้งเมื่อมีการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการโอนหุ้นของจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง

จำกัด ตามสัดส่วนที่ลงทุนแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่มีการซื้อขายกันจริงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้จำเลยที่ 3โดยจำเลยที่ 4 ได้ทำรายงานการประชุมตามเอกสารหมาย จ.13 มีข้อความว่าได้ติดต่อซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ในราคา21,000,000 บาท ซึ่งเป็นข้อความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการยักยอกทรัพย์ของบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัดส่วนความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการนั้น

โจทก์ทั้งสองมีนางพวงเพชร เจริญวิริยะภาพเจ้าพนักงานบริหารที่ดิน ระดับ 7 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเบิกความเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้ทำการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทในคดีนี้ ในวันที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำการขายที่ดินพิพาทตลอดจนให้ถ้อยคำต่าง ๆ ต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.14ส่วนผู้ซื้อที่ดินพิพาทคือจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่เนื่องจากคู่สัญญาต่างเป็นนิติบุคคลจึงต้องแสดงหนังสือรับรองการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วยเพื่อตรวจสอบอำนาจของกรรมการของนิติบุคคลนั้น และคู่สัญญาต้องส่งรายงานการประชุมของนิติบุคคลดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบเจตนาและวัตถุประสงค์ของคู่สัญญาด้วย ในการดำเนินการครั้งนั้นบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง

จำกัดโดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งรายงานการประชุมของบริษัทตามเอกสารหมาย จ.11และ จ.12 ต่อพยาน ส่วนจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ได้ส่งรายงานการประชุมของบริษัทตามเอกสารหมาย จ.13 ต่อพยาน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 4ยังได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานผู้สอบสวนสิทธิและนิติกรรมตามแบบ ท.ด.1ว่า บริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด กับจำเลยที่ 3 ได้ตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคา 21,000,000 บาท ผู้ซื้อได้ชำระราคาและผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานได้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวไว้ในหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.15 พยานจึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่ารายงานการประชุมตามเอกสารหมาย

จ.11 ถึง จ.13 เป็นเอกสารเท็จ และไม่มีการซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ให้ถ้อยคำดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานในการซื้อขาย โดยประการที่ทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทพระรามเก้าก่อสร้าง จำกัด ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานนี้ชอบแล้วข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานยักยอกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวแต่ไม่ได้แก้โทษที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 3 รวมสองกระทงเป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานยักยอก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และเห็นว่าความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียว แต่เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานยักยอกและเรียงกระทงลงโทษโดยปรับกระทงละ 6,000 บาทรวม 2 กระทง ปรับ 12,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานยักยอกเพียงบทเดียวจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้โทษของจำเลยที่ 3 ที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษมา

กลับพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนเป็นที่พอใจและโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1และที่ 4 ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 4 กลับตนเป็นพลเมืองดี จึงควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 4"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2ที่ 5 และที่ 6 กับให้จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 83 ออกจากสารบบความ ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ4,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 และที่ 4 เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1และที่ 4 กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานยักยอกเพียงบทเดียว ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 6,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้