Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ทราบการเลิกจ้างและไม่ไปทำงานตั้งแต่วันดังกล่าวโจทก์ไปทำหนังสือยินยอมการสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ หลังจากโจทก์ไม่ไปทำงานถึง 2 เดือนเศษ โจทก์จึงมีอิสระแก่ตน พ้นพันธะกรณีและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิง การสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามเอกสารดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นโมฆะ จึงมีผลใช้บังคับ เอกสารฉบับพิพาทระบุว่า จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ 169,600 บาท โจทก์ทราบแล้วตกลงรับเงินจำนวนดังกล่าวโดยจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดี เรียกค่าชดเชยหรือเงินใด ๆจากจำเลยอีก ซึ่งเงินใด ๆ ที่โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอีกดังกล่าวนั้น ย่อมหมายถึงเงินทุกประเภท รวมทั้งค่าล่วงเวลาที่โจทก์อาจจะมีสิทธิได้รับจากจำเลยด้วย เมื่อการสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาจากจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2539 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่สถาปนิกสนาม ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 48,000 บาทเบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ 2,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยทำหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 3มีนาคม 2542 โจทก์รับหนังสือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 จึงแจ้งจำเลยว่าการบอกกล่าวไม่ครบกำหนดตามกฎหมาย จำเลยเลื่อนเวลาให้มีผลวันที่ 25มีนาคม 2542 โจทก์ทำงานถึงวันที่ 9 มีนาคม 2542 แล้วจำเลยสั่งให้หยุดและจ่ายค่าจ้างให้จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2542 โจทก์ทำงานครบ 3 ปีแต่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้เพียง 90 วัน และไม่นำเบี้ยเลี้ยงมาคำนวณค่าชดเชย จึงจ่ายค่าชดเชยขาดจำนวน 156,000 บาท และไม่จ่ายค่าล่วงเวลาอีกรวม 1,435 ชั่วโมง เป็นเงิน 429,171.82 บาท

ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย ค่าล่วงเวลากับดอกเบี้ยรวม 688,249.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 585,171.82 บาท ให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยทำหนังสือเลิกจ้างโจทก์วันที่ 3 กุมภาพันธ์2542 โดยให้มีผลวันที่ 9 มีนาคม 2542 และมิได้ขยายเวลาจนถึงวันที่ 25มีนาคม 2542 จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ตกลงไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2539 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 50,000 บาทจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 โจทก์ทำงานติดต่อกันยังไม่ครบ 3 ปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 150,000 บาท แต่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์ออกจากงานแล้วโจทก์ทำหนังสือยินยอมรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยจำนวน169,000 บาท และจะไม่เรียกร้องค่าชดเชยหรือเงินใด

ๆ จากจำเลยอีกโดยความสมัครใจและอิสระ การสละสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยส่วนที่เหลือและค่าล่วงเวลาจึงมีผลใช้บังคับได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยส่วนที่เหลือและค่าล่วงเวลาจากจำเลยอีก พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือยินยอมที่โจทก์ตกลงรับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยสละสิทธิไม่เรียกร้องค่าชดเชยหรือเงินใด ๆ จากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกตามเอกสารหมาย ล.5 เป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ทราบการเลิกจ้างและไม่ไปทำงานตั้งแต่วันดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 โจทก์จึงไปทำหนังสือยินยอมตามเอกสารหมาย ล.5 อันเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์ไม่ไปทำงานถึง 2 เดือนเศษโจทก์จึงมีอิสระแก่ตน พ้นพันธะกรณีและอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยโดยสิ้นเชิง

การสละสิทธิเรียกร้องตามเอกสารดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่เป็นโมฆะ จึงมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์และจำเลยและที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย ล.5 ไม่ได้ระบุว่าโจทก์สละสิทธิค่าล่วงเวลา จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้สละเงินดังกล่าวนั้น เห็นว่า เอกสารหมายล.5 ระบุว่าจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม2542 โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้169,600 บาท โจทก์ทราบแล้วตกลงรับเงินจำนวนดังกล่าวโดยจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าชดเชยหรือเงินใด ๆ จากจำเลยอีกซึ่งเงินใด ๆ ที่โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอีกดังกล่าวนั้นย่อมหมายถึงเงินทุกประเภทรวมทั้งค่าล่วงเวลาที่โจทก์อาจจะมีสิทธิได้รับจากจำเลยด้วย เมื่อการสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาจากจำเลย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล คุปต์กาญจนากุล · สละ เทศรำพรรณ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้