Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และ (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้และมาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าการที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาคดีไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประสงค์ที่จะให้ศาลพิจารณาคดีต่อไป โดยยื่นคำร้องขอเข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 และขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปกับยื่นคำให้การมาพร้อมด้วยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 ลูกหนี้ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว แม้ผลของคดีอาจทำให้ที่ดินทั้ง 5 แปลง ต้องกลับไปเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์จัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) (3) แต่อย่างใด เพราะคดีนี้ โจทก์ได้มีการดำเนินคดีฟ้องร้องก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นมิได้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ จึงหาเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 และฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2542 ฉบับที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 กับเพิกถอนการขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ)

อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับแรก ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 10 ตามสัญญาจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ)

อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 เพิกถอนการไถ่ถอนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และที่ 8 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ระหว่างจำเลยที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ยินยอมโอนหรือเพิกถอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำขอท้ายฟ้อง ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทปทุมวิลเลจ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกว่า จำเลยร่วมที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมที่ดินเข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกว่า จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 โดยวันที่ 5 มีนาคม 2542 นายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดปทุมธานีได้รับจดทะเบียนเลิกบริษัทและยังอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยมีนางสาวคำ เป็นผู้ชำระบัญชี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งเก้าแปลง ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีมีคำสั่งยึดที่ดินทั้งเก้าแปลงเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรแก่โจทก์ วันที่ 2 และ 6 ตุลาคม 2541 จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินทั้งห้าแปลงให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ไป จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องสอดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 และฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 3 ฉบับ ฉบับแรกระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2542 ฉบับที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ให้เพิกถอนการขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 ระหว่างจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2541 ฉบับที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2548 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ)

อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานีพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 และเพิกถอนการไถ่ถอนสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 และเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 10 ตามสัญญาจำนองเป็นประกันฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ)

อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 และเพิกถอนการไถ่ถอนสัญญาจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญา ฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 และที่ 8 ตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 ระหว่างจำเลยที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 หากจำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมทั้งสองไม่ยินยอมโอนหรือเพิกถอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมทั้งสอง ให้ยกคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสิบและจำเลยร่วมทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยร่วมที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท อยู่ระหว่างการชำระบัญชี โดยมีนางสาวคำ เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยร่วมที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์เป็นเงิน 5,038,191.66 บาท ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี โดยนายพิพัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาราชการแทน มีคำสั่งให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23197, 23199, 23234, 23235, 23280, 23281, 23282, 23273 และ 18980 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี รวม 9 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยร่วมที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรและแต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197, 23199 และ 23273 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23197 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 กับโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23199 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 โอนขายต่อให้แก่จำเลยที่ 4 ไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 และวันเดียวกันจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 9 กับขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23273 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 และ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งวันเดียวกันจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 9 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23234 ให้แก่จำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 6 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 10 จำเลยที่ 5 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23235 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งจำเลยที่ 7 และที่ 8 จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 9 ก่อนฟ้องโจทก์แจ้งให้จำเลยร่วมที่ 1 ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ให้เพิกถอนการจำนอง ไถ่ถอนจำนองและการขึ้นวงเงินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23199, 23234 และ 23235 เพื่อติดตามเอาที่ดินทั้ง 5 แปลง กลับคืนมาเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 แต่จำเลยร่วมที่ 1 เพิกเฉย กับแจ้งให้จำเลยทั้งสิบทราบถึงนิติกรรมซื้อขายและจำนองซึ่งตกเป็นโมฆะแล้ว ตามหนังสือแจ้งประกาศหนังสือพิมพ์สายกลางและใบตอบรับไปรษณีย์ ต่อมาศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยร่วมที่ 1 เด็ดขาด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบหรือไม่

ที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำให้การเข้ามาในคดีถือเป็นการต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ศาลจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และ (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้ และมาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ก็เห็นได้ชัดว่าในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น

ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า การที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาคดีไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประสงค์ที่จะให้ศาลพิจารณาคดีต่อไป โดยยื่นคำร้องขอเข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 และขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปกับยื่นคำให้การมาพร้อมด้วย เช่นนี้ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าความแทนจำเลยร่วมที่ 1 ลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว

แม้ผลของคดีอาจทำให้ที่ดินทั้ง 5 แปลง ต้องกลับไปเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์จัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือฟ้องร้องคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นการก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) (3) แต่อย่างใด เพราะคดีนี้โจทก์ได้มีการดำเนินคดีฟ้องร้องก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่ศาลชั้นต้นมิได้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ จึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเองและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้นและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์โต้เถียง ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 และโจทก์มิได้ฎีกา เพราะไม่มีข้อที่จะให้โจทก์ยกขึ้นกล่าวได้จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์ใหม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งในคราวเดียวกันเมื่อมีคำพิพากษา

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร · ประพาฬ อนมาน · อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1821/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2238/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ138/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้