Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3097/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 อันเป็นการห้ามโอนโดยเด็ดขาด การที่โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ไม่ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินแต่อย่างใดนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530 แม้ตามสารบัญจดทะเบียนจะมีข้อความว่าห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2523 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นก็ตามแต่ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้อยู่เดิม จากการห้ามโอนภายในสิบปีให้ยกเลิกเป็นการห้ามโอนมีกำหนดห้าปี ดังนั้น ข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 เดิมจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับในคดีนี้ได้เพราะคดีนี้โจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 เมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนภายในห้าปีแล้ว โจทก์ที่ 2จึงได้สิทธิครอบครองที่พิพาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530 โจทก์ที่ 1 ได้ขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1485 ให้แก่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2ได้ครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา ประมาณเดือนมีนาคม 2530 จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องซึ่งเป็นที่ดินบางส่วนของ น.ส.3 ก.เลขที่ 1485 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องและให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินตาม น.ส.2เลขที่ 1665 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ จากโจทก์ที่ 1 เมื่อปี 2521ขณะนั้นที่ดินข้างเคียงเป็นที่รกร้างว่างเปล่า

จำเลยทั้งสองจึงได้แผ้วถางก่นสร้างที่ดินออกไปอีกประมาณ 4 ไร่ รวมเป็นที่ดินทั้งหมดประมาณ 5 ไร่ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมา จำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย โจทก์ที่ 1ได้จดทะเบียนขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 1485 ให้แก่โจทก์ที่ 2ไปก่อนฟ้องแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 ปีละ 600 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่พิพาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินตามน.ส.3 ก. เลขที่ 1485 ตำบลป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีนั้น ทางราชการออก น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินแปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31อันเป็นการห้ามโอนโดยเด็ดขาด การที่โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 เมื่อปี 2520 ไม่ทำให้โจทก์ที่ 2ได้สิทธิครอบครองในที่ดินแต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่พิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองมีอำนาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่พิพาทในปัจจุบัน ที่พิพาทจึงเป็นของโจทก์ที่ 2 และตามฟ้องว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวซึ่งโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวทั้งแปลงให้แก่โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530 ตามฎีกาจำเลยทั้งสองกล่าวไว้ด้วยว่า โจทก์ที่ 2 เพิ่งมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530 และตามสารบัญจดทะเบียน น.ส.3 ก.(ใบต่อ) ใน

น.ส.3 ก. เลขที่ 1485 ก็ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3มิถุนายน 2530 โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนขายให้แสดงว่าที่โจทก์ที่ 1 ขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. ตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 2 นั้นได้จดทะเบียนโอนขายกันเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530แม้ตามสารบัญจดทะเบียนใน น.ส.3 ก. เลขที่ 1485 จะปรากฏมีข้อความว่า"ห้ามโอนภายในสิบปีตาม มาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2523" และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่13 ธันวาคม 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นบัญญัติว่า"ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินอันสืบเนื่องมาจากใบจองตามมาตรา 30 และมาตรา 33แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้นอกจากตกทอดทางมรดกภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ก็ตาม แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515ที่ใช้อยู่เดิมจากการห้ามโอนภายในสิบปีให้ยกเลิกเป็นการห้ามโอนมีกำหนดห้าปี และตามสารบัญจดทะเบียน น.ส.3 ก. (ใบต่อ)ใน น.ส.3 ก. เลขที่ 1485 ก็ปรากฏมีข้อความว่า "การห้ามโอนสิ้นสุดลงเหลือห้าปีตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2521"

ดังนั้น ข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 31 เดิมตามที่จำเลยทั้งสองฎีกามานั้น จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับในคดีนี้ได้ เพราะกรณีคดีนี้โจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2530ซึ่งนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2523 อันเป็นวันเริ่มกำหนดห้ามโอนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2530 พ้นกำหนดห้ามโอนภายในห้าปีแล้วโจทก์ที่ 2 จึงได้สิทธิครอบครองที่พิพาทพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล รางชางกูร · นิเวศน์ คำผอง · ประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้