Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2525 (เลขอ้างอิง 30956)

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ออกจากงานได้รับเงินผลประโยชน์ ซึ่งคำนวณตามกฎข้อบังคับว่าด้วยโครงการกองทุนผลประโยชน์ เมื่อออกจากงานของจำเลยข้อ 12(3) ไปแล้ว โดยต้องหักด้วยจำนวนเงินเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายออกเสียก่อน ตามข้อ 15(1)(ข) เหลือเท่าใดจึงจ่ายให้แก่ลูกจ้างผู้เป็นสมาชิกตามข้อ 12(1) เช่นนี้ เงินผลประโยชน์ที่โจทก์รับไปนั้นจึงมีค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานรวมอยู่ด้วยครบถ้วนแล้ว หาใช่มีเพียงเงินผลประโยชน์เพียงประเภทเดียวไม่การที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันว่า จำนวนเงินผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับให้หักด้วยจำนวนเงินเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายออกเสียก่อน เป็นการตกลงกันในเรื่องเงินผลประโยชน์โดยเฉพาะ ไม่เป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย ข้อตกลงดังกล่าวจึงใช้บังคับได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะเหตุครบเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่ละสำนวนพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า เมื่อโจทก์ออกจากงานจำเลยได้จ่ายเงินผลประโยชน์และค่าชดเชยตามกฎหมายให้โจทก์รับไปแล้ว เงินผลประโยชน์ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์แต่ละสำนวน เมื่อออกจากงานตามกฎข้อบังคับว่าด้วยโครงการกองทุนผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของบริษัทจำเลย ข้อ 12(3) โดยจ่ายให้เท่ากับระยะเวลาการทำงานของโจทก์คูณด้วยอัตราผลประโยชน์ แล้วคูณด้วยเงินเดือนครั้งสุดท้ายหักด้วยเงินชดเชยตามที่ระบุไว้ในกฎข้อบังคับดังกล่าวข้อ 15(1)(ข)

ส่วนเงินชดเชยคือ เงินเดือนครั้งสุดท้ายที่โจทก์แต่ละสำนวนได้รับคูณด้วย 6 และกฎข้อบังคับดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับลูกจ้างของจำเลยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์ทั้งสองสำนวนได้รับเงินผลประโยชน์และเงินชดเชยไปถูกต้องเรียบร้อยมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงานแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยซ้ำอีก ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ได้ความว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ได้รับเงินซึ่งคำนวณตามกฎข้อบังคับว่าด้วยโครงการกองทุนผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของจำเลยข้อ 12(3) ไปแล้วเป็นเงิน 1,287,537.90 บาท และ 690,423.41 บาท ตามลำดับมีปัญหาว่าเงินที่โจทก์ทั้งสองรับไปมีค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานรวมอยู่ด้วยแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว กฎข้อบังคับว่าด้วยโครงการกองทุนผลประโยชน์ เมื่อออกจากงานของจำเลยข้อ 12 กำหนดว่า "(1) ในกรณีที่สมาชิกออกจากงาน (นอกเหนือไปจากการตายของสมาชิกในระหว่างทำงานหรือถูกไล่ออกจากงานของบริษัทเนื่องจากกระทำความผิดร้ายแรง) ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนนี้จะต้องคิดคำนวณตามความในข้อนี้ (ทั้งนี้โดยยอมให้มีการหักเงินออกได้ตามข้อ 15) และจำนวนที่เหลือนั้นจะต้องจ่ายให้แก่สมาชิกดังกล่าว (2) ฯลฯ" ข้อ 15 กำหนดว่า "(1) เงินที่จะต้องหักออกจากเงินผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับก็คือ ยอดรวมของเงินจำนวนต่าง ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ (ก) ฯลฯ (ข) เงินผลประโยชน์หรือเงินอื่น ๆ ที่จ่ายไปแล้วหรือที่จะต้องจ่าย โดยบริษัทผู้จ้างหรือหน่วยงานอื่นใด

เวลาต่อไปอันเกิดมีขึ้นตามสัญญาหรือข้อตกลงร่วมที่ทำกับสหภาพแรงงานใด ๆ หรือตามโครงการของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐบาลอันเกี่ยวกับเงินประโยชน์หรือเงินบำนาญเมื่อออกจากงาน หรือตามพันธะใด ๆ ทางกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินชดเชยตามอายุงานเพราะเหตุใด ๆ ก็ตาม ฯลฯ" ดังนี้ หมายความว่า เงินผลประโยชน์ที่คำนวณได้ตามข้อ 12(3) นั้น ต้องหักด้วยจำนวนเงินเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายออกเสียก่อนตามข้อ 15(1)(ข) เหลือเท่าใดจึงจ่ายให้แก่ลูกจ้างผู้เป็นสมาชิกกองทุนตามข้อ 12(1) โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์คำนวณตามข้อ 12(3) เป็นเงิน 1,287,537.90 บาท เมื่อหักด้วยจำนวนเงินเท่ากับค่าชดเชยที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เป็นเงิน 117,390 บาทแล้ว คงมีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์สุทธิ เป็นเงิน 1,170,147.90 บาท โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์คำนวณตามข้อ 12(3) เป็นเงิน 690,423.41 บาท เมื่อหักด้วยจำนวนเงินเท่ากับค่าชดเชยที่โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เป็นเงิน 75,660 บาทแล้ว คงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์สุทธิเป็นเงิน 614,763.41 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินจากจำเลยไปแล้วจำนวน 1,287,537.90 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจากจำเลยไปแล้วจำนวน 690,423.41 บาท ฉะนั้น เงินที่โจทก์ทั้งสองได้รับไปจึงมีค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน

รวมอยู่ครบถ้วนแล้ว หาใช่มีเพียงเงินผลประโยชน์ประเภทเดียวดังโจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่โจทก์อ้างว่ากฎข้อบังคับว่าด้วยโครงการกองทุนผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของจำเลย เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเพื่อหลักเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยจึงขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า เงินผลประโยชน์ตามกฎข้อบังคับว่าด้วยโครงการกองทุนผลประโยชน์เมื่อออกจากงานของจำเลยเป็นเงินที่จำเลยตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างต้องจ่ายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จำเลยกับลูกจ้างจะตกลงกันให้จ่ายหรือไม่ และถ้าจ่ายจะจ่ายด้วยวิธีการและหลักเกณฑ์อย่างใดก็แล้วแต่จะตกลงกัน

การที่จำเลยกับลูกจ้างตกลงกันกำหนดกฎข้อบังคับขึ้นว่า จำนวนเงินผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะพึงได้รับให้หักด้วยจำนวนเงินเท่ากับค่าชดเชยตามกฎหมายออกเสียก่อน เป็นการตกลงกันในเรื่องเงินผลประโยชน์โดยเฉพาะไม่เป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยจึงใช้บังคับได้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าชดเชยไปแล้วไม่มีสิทธิเรียกร้องซ้ำอีกและพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ขจร หะวานนท์ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้