Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3094/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่ารถยนต์แท็กซี่คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2ไปรับจ้างผู้โดยสารเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ส่วนที่มีกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 22(พ.ศ. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ข้อ 5(8)บัญญัติว่า ต้องไม่นำรถยนต์รับจ้างของบริษัทจำกัด ไปให้บุคคลอื่นยืมเช่า หรือเช่าซื้อ เว้นแต่ให้เช่าเพื่อประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารนั้นกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวก็มีไว้ใช้บังคับแก่บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้าง ไม่ได้ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป และไม่ใช่เป็นบทบัญญัติที่จะบังคับให้ผู้เช่ารถยนต์ของบริษัทต้องกลายเป็นลูกจ้างของบริษัท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน5ง-4792 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ท-6542 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2528 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน1ท-6542 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างหรือมอบหมายสั่งการจากจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทฝ่าสัญญาณไฟสีแดง เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ง-4792 กรุงเทพมหานครเสียหายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะนายจ้างหรือตัวการและผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิด โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายจำนวน 24,100 บาท แก่ผู้เอาประกันภัยจึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมาย

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ก่อนพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ออกจากสารบบความเพราะโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 แต่เป็นผู้เช่ารถยนต์ของจำเลยที่ 2 รับจ้างผู้โดยสารเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนก็ไม่ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายนั้นด้วยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ง-4792 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน 1ท-6542 กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 1 นำรถยนต์แท็กซี่ของจำเลยที่ 2 ไปรับจ้างหาผลประโยชน์แล้วขับชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ง-4792 กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทโจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายจำนวน 24,100 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว...

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น โจทก์มีพยานบุคคลคือนายสมนึก ม่วงศรีปากเดียวมาเบิกความว่า พยานเป็นลูกจ้างของโจทก์ เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุ พยานได้รับแจ้งเหตุแล้วได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุพบคนขับรถทั้งสองฝ่าย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่คันที่เกิดเหตุคดีนี้บอกกับพยานว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ทั้งเป็นเพียงพยานบอกเล่าจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟังส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การต่อสู้คดีและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่ารถยนต์แท็กซี่ของจำเลยที่ 2 นั้นนอกจากจำเลยที่ 2 จะมาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 ได้มอบให้นายเชิดศักดิ์

เจริญกิจวิวัฒน์พี่ชายจำเลยที่ 2 นำรถยนต์แท็กซี่คันเกิดเหตุคดีนี้ไปดำเนินการให้เช่าแล้วนายเชิดศักดิ์ เจริญกิจวิวัฒน์ พี่ชายจำเลยที่ 2ก็มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และเบิกความด้วยว่าพยานเป็นผู้จัดให้จำเลยที่ 1 เช่า โดยทำสัญญาเช่ากันไว้ ตามเอกสารหมาย ล.4 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่ารถยนต์แท็กซี่คันเกิดเหตุจากนายเชิดศักดิ์ในอัตราค่าเช่าวันละ 250 บาทโดยมีสัญญาเช่าต่อกันตามเอกสารหมาย ล.4 เห็นว่า แม้เอกสารหมายล.4 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เพราะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ก็ตาม คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายเชิดศักดิ์

ก็สอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าคำเบิกความของนายสมนึกนอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์แท็กซี่คันที่เกิดเหตุมอบหมายให้พี่ชายของตนเป็นผู้ดูแลและจัดการให้เช่ารถคันดังกล่าวโดยไม่ได้นำไปเข้าวิ่งในนามของบริษัทใดหรือนิติบุคคลใดจำเลยที่ 2จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเป็นผู้รับผิดชอบต่อรถยนต์แท็กซี่ของตนเองทั้งหมด ดังนั้น หากมีทางเลือกระหว่างการนำรถยนต์แท็กซี่ของตนให้ผู้อื่นเช่าขับขี่รถรับจ้างผู้โดยสารเป็นรายวัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่ผู้เช่าไปก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก กับการที่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างคนอื่นมาเป็นลูกจ้างขับรถยนต์แท็กซี่ของตนเพื่อออกรับจ้างผู้โดยสาร ซึ่งจำเลยที่ 2 มีภาระที่จะต้องจ่ายค่าจ้างกันเป็นรายเดือน แล้วยังจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในการทำละเมิดของลูกจ้างในฐานะที่เป็นนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกด้วยแล้ว

คงไม่มีผู้ใดเลือกปฏิบัติในประการหลังนี้จากเหตุผลดังกล่าวประกอบคำเบิกความพยานจำเลยที่มีน้ำหนักดีกว่าดังที่ได้วินิจฉัยแล้วน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่ารถยนต์แท็กซี่ของจำเลยที่ 2มิใช่เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า มีประกาศกระทรวง (ที่ถูกเป็นกฎกระทรวง) มหาดไทยฉบับที่ 22 (พ.ศ. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 ข้อ 3(8) (ที่ถูกเป็นข้อ 5(8) ที่บัญญัติว่า "ต้องไม่นำรถยนต์รับจ้างของบริษัทจำกัดไปให้บุคคลอื่นยืม เช่า หรือเช่าซื้อเว้นแต่ให้เช่าเพื่อประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร" จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่โจทก์อ้างนั้นมีไว้ใช้บังคับแก่บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถยนต์รับจ้าง ไม่ได้เข้าบังคับแก่บุคคลทั่วไป และไม่ใช่เป็นบทบัญญัติที่จะบังคับให้ผู้เช่ารถยนต์ของบริษัทต้องกลายเป็นลูกจ้างของบริษัทแต่อย่างใดศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · ยงยุทธ ธารีสาร · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้