Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การสอบสวนทางวินัยโจทก์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับพวกทำหลักฐานเท็จว่ามีผู้แจ้งความนำจับสินค้าหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรและขอรับเงินสินบนนำจับจากกรมศุลกากรไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวนั้น คณะกรรมการที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งสอบสวนได้ความจากพยานหลักฐานว่า การจับกุมสินค้าหนีภาษีรายนี้ไม่มีสายลับแจ้งความนำจับ ประกอบกับรูปคดีมีพิรุธไม่น่าเชื่อว่าภรรยาของผู้จับกุมจะเป็นสายลับแจ้งความนำจับเสียเอง แม้ในคดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องว่าร่วมกันฉ้อโกง และทำหลักฐานเท็จ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง แต่คณะกรรมการสอบสวนและจำเลยทั้งสอง ก็อาจเห็นว่าโจทก์ยังมีมลทินมัวหมองตามความเห็นเดิม ได้ การที่จำเลยทั้งสองใช้ดุลพินิจ เสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็โดยมีพยานหลักฐานปรากฏตามสำนวนการสอบสวน ดังนี้การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์รับราชการเป็นข้าราชการตำรวจประจำจำเลยที่ 2 ซึ่งสังกัดจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2514 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2515 โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ มีหน้าที่จับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่น เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2514 โจทก์ได้รับแจ้งว่า เจ้าพนักงานตำรวจน้ำ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์จับสินค้าหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรได้จากเรือยนต์พรชัยนาวา 3 พันตำรวจโทการุณ ศรีวรนารถ พนักงานสอบสวนได้บันทึกเสนอโจทก์ว่า การจับสินค้าหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรรายนี้มีสายลับแจ้งความนำจับ และโจทก์เป็นผู้สั่งการให้จับกุม ต่อมาพันตำรวจโททัศน์

อินทาปัจ ซึ่งเป็นผู้จับกุมได้ส่งใบแจ้งความนำจับพร้อมกับใบมอบฉันทะให้โจทก์เป็นผู้ไปรับเงินสินบนนำจับตามระเบียบแทนโจทก์ทราบว่านางอำไพ อินทาปัจ เป็นผู้แจ้งความนำจับ ต่อมาวันที่ 4มกราคม 2515 โจทก์ได้รับเงินสินบนนำจับทั้งหมดในนามของโจทก์และผู้มอบหมายจากกรมศุลกากร โจทก์ได้นำเงินสินบนนำจับดังกล่าวไปจ่ายให้แก่นางอำไพผู้แจ้งความนำจับรับไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้แกล้งกล่าวหาโจทก์โดยปราศจากมูลความจริงว่าการจับสินค้าหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรรายนี้ไม่มีสายลับแจ้งความนำจับ หลักฐานการขอรับเงินสินบนนำจับเป็นหลักฐานเท็จ จำเลยที่ 2 ได้รายงานให้จำเลยที่ 1 สอบสวนโจทก์ทางวินัย ต่อมาปี พ.ศ. 2516 จำเลยที่ 1 ได้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้น และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งที่789/2517 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2517 ให้โจทก์พักราชการ และต่อมาก้ได้ออกคำสั่งที่ 102/2518 ลงวันที่ 5 มกราคม 2518 ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2517 เป็นต้นไป โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมกับพวกทำหลักฐานเท็จว่ามีผู้แจ้งความนำจับ และขอรับเงินนำจับจากกรมศุลกากรไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว

นอกจากนี้จำเลยที่ 1ยังได้สั่งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการก็ได้ฟ้องโจทก์ และพันตำรวจโททัศน์ อินทาปัจเป็นจำเลยในคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและทำหลักฐานเท็จ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งลงโทษโจทก์ทางวินัยต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งต่อมาได้มีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 ออกใช้บังคับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือ ก.พ. จึงส่งเรื่องอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นผู้พิจารณาต่อไปตามกฎหมายที่ออกใช้บังคับใหม่ ในระหว่างที่ ก.ตร.กำลังพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์อยู่นั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีอาญาที่โจทก์และพันตำรวจโททัศน์ถูกฟ้องว่าโจทก์และพันตำรวจโททัศน์มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ในการจับกุมผู้ลักลอบนำสินค้าหลบเลี่ยงภาษีดังกล่าวนั้นมีนางอำไพ อินทาปัจ เป็นผู้แจ้งความนำจับ การที่โจทก์ทำหนังสือถึงกรมศุลกากรเพื่อขอรับเงินสินบนนำจับ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้แจ้งความนำจับไม่ใช่เป็นความเท็จ และไม่ใช่เป็นการหลอกลวงฉ้อโกงกรมศุลกากรโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ทั้งไม่ต้องคืนเงินสินบนนำจับให้แก่กรมศุลกากร โจทก์จึงทำหนังสือแจ้งผลคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวให้ก.ตร. ทราบเพื่อ ก.ตร. จะได้ใช้คำพิพากษาฎีกานั้นประกอบการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์และโจทก์ได้ขอให้จำเลยทั้งสองแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่โจทก์เสียใหม่แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่คำนึงถึงการวินิจฉัยของศาลฎีกา

จำเลยทั้งสองยังถือเอาข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหาเดิมของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เป็นผู้กระทำผิดเป็นหลักในการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์และเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีเป็นทำนองว่าโจทก์ยังเป็นผู้กระทำความผิดอยู่อีก เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีเข้าใจผิดหลงพิจารณาและมีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทำให้โจทก์ยังต้องรับโทษถูกพักราชการและถูกปลดออกจากราชการตามคำสั่งเดิม โดยไม่แก้ไขยกเลิกคำสั่งลงโทษให้ถูกต้องตามความเป็นจริงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า คำวั่งของจำเลยที่ 1 คือคำสั่งที่ 789/2517 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2517 และคำสั่งที่ 102/2518 ลงวันที่ 5 มกราคม 2518 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน16,113,774.23 บาท

พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ถูกปลดออกจากราชการตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 102/2518 ลงวันที่5 มกราคม 2518 เนื่องจากโจทก์กระทำผิดวินัย และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมติของอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงมหาดไทย (อ.ก.พ.)ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 และเมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี นกยกรัฐมนตรีได้มติของคณะรัฐมนตรีก็ได้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการจึงถึงที่สุด และเสร็จเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 มาตรา 105 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 คำสั่งที่ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการ เป็นการใช้อำนาจของทางราชการฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ เป็นคำสั่งตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ และสั่งโดยสุจริต

จำเลยทั้งสองได้นำเรื่องของโจทก์ตามหนังสือลงวันที่ 17 กันยายน 2523 ซึ่งได้เสนอต่อจำเลยทั้งสอง เข้าที่ประชุมของ ก.ตร. เพื่อพิจารณา และ ก.ตร.ได้มีการประชุมลงมติแล้ว ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กระทำการใดที่ทำให้โจทก์เสียหายตามฟ้อง หากแต่เกิดจากโจทก์ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ในขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้อง เพราะโจทก์ถูกปลดออกจากราชการตามคำสั่งของรัฐบาลตามอำนาจของฝ่ายบริหารศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการตำรวจในตำแหน่งผู้บังคับการกองตำรวจน้ำเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2514 พันตำรวจโททัศน์ อินทาปัจ กับพวกได้จับสินค้าหลบหนีภาษีจากเรือยนต์พรชัยนาวา 3โจทก์ได้นำหนังสือมอบฉันทะซึ่งนางอำไพ อินทาปัจ ภรรยาของพันตำรวจโททัศน์ลงลายพิมพ์นิ้วมือไปขอรับเงินสินบนนำจับจากกรมศุลกากรแทนนางอำไพ กรมศุลกากรได้จ่ายเงินสินบนนำจับเป็นเช็คจำนวน906,408.85 บาท ให้โจทก์รับไปต่อมาหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเจ้าหน้าที่ทำหลักฐานเท็จไปขอรับเงินสินบนนำจับ จำเลยที่ 1 ได้ตั้งกรรมการสอบสวนแล้วไม่เชื่อว่านางอำไพเป็นผู้แจ้งความนำจับสินค้าหลบหนีภาษีรายนี้ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทยได้มีมติให้ปลดโจทก์และพันตำรวจโททัศน์ออกจากราชการ

จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้โจทก์พักราชการ และมีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากราชการตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และหมายเลข 2 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ และพันตำรวจโททัศน์ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและทำหลักฐานเท็จเพื่อขอรับเงินสินบนนำจับ คดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษโดยแจ้งผลคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไปด้วย คณะรัฐมนตรีพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.10 แผ่นที่ 10ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า คดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้นศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2523 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ว่า นางอำไพ อินทาปัจ เป็นผู้แจ้งความนำจับ หลักฐานที่โจทก์มีถึงอธิบดีกรมศุลกากรรับรองว่ามีผู้แจ้งความนำจับ

ตลอดจนการขอรับเงินสินบนตำจับในฐานะผู้รับมอบฉันทะแทนผู้แจ้งความนำจับไม่ใช่ความเท็จและไม่ใช่เป็นการหลอกลวงฉ้อโกงกรมศุลกากร โจทก์มิได้กระทำผิดตามฟ้องทุกข้อหา พิพากษายกฟ้อง ขณะที่ศาลฎีกาได้พิพากษาชี้ขาดคดีอาญาดังกล่าวนั้น คดีทางวินัยยังอยู่ในระหว่างที่จำเลยทั้งสองพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไปให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว จำเลยทั้งสองคงมีความเห็นว่า พฤติการณ์และการกระทำของโจทก์อาจมีส่วนรวมในการกระทำผิดด้วยโจทก์จึงยังมีมลทินมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน จำเลยทั้งสองได้รับรายงานต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองใช้ดุลพินิจว่า โจทก์ยังมีมลทินมัวหมอง เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่1758/2523 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำที่จงใจละเมิดต่อโจทก์นั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ทางวินัยตามเอกสารหมาย ล.13 กรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.6... พยานทุกปากได้ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือได้ ประกอบกับรูปคดีมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อว่าภรรยาของผู้จับกุมจะเป็นสายลับแจ้งความนำจับเสียเองแม้คดีอาญาศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง คณะกรรมการสอบสวนและจำเลยทั้งสองก็อาจมีความเห็นว่า โจทก์ยังมีมลทินมัวหมองตามความเห็นเดิมได้ การที่จำเลยทั้งสองใช้ดุลพินิจเสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็โดยมีพยานหลักฐานปรากฏตามสำนวนการสอบสวน การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง สำหรับฎีกาของโจทก์ข้ออื่นนั้นเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้