Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3086/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรโดยบรรยายว่าระหว่างเวลาที่ทรัพย์ถูกลักไปซึ่งแตกต่างกัน จนถึงวันที่เจ้าพนักงานจับจำเลยได้วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับของโจรจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน เพราะว่าเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานรับของโจรแตกต่างกัน แม้จำเลยทั้งสองจะถูกจับพร้อมรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันในขณะเดียวกัน ก็หาทำให้การกระทำดังที่โจทก์บรรยายฟ้อง กลายเป็นความผิดกระทงเดียวและกรรมเดียวกัน

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335, 357 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีก่อนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปีข้อหาอื่นให้ยก คำขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 424/2535 และ 1778/2535 ของศาลชั้นต้นนั้นไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวได้พิพากษาแล้ว ให้ยกคำขอจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า

เมื่อวันที่10 มีนาคม 2535 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ได้มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 7 น-6366ของผู้เสียหายไปจากตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมครั้นวันที่ 17 มีนาคม 2535 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองระนองพบจำเลยทั้งสองและนายวชิระ วรทรัพย์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครครอบครองรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวกับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีน้ำเงิน อีก 2 คัน คือหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ป-4392 และกรุงเทพมหานคร6 บ-1371 ที่ถูกคนร้ายลักไปเช่นเดียวกัน คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคดีนี้เป็นคดีที่ฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 261/2536และคดีหมายเลขแดงที่ 4534/2535 ของศาลชั้นต้น หรือไม่

ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 261/2536 ว่า วันที่8 มีนาคม 2535 เวลากลางวันคนร้ายลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 6 บ-1371 ไป เหตุเกิดที่ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4534/2535 คนร้ายลักจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ป-4392 ไปเมื่อวันที่14 มีนาคม 2535 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เหตุเกิดที่ตำบลอ้อมน้อยอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนคดีนี้เหตุเกิดที่ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่10 มีนาคม 2525 เห็นว่า

โจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนดังกล่าวข้อหาลักทรัพย์รับของโจร โดยบรรยายว่าระหว่างเวลาที่ทรัพย์ถูกลักไปจนถึงวันที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้เวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยรับของโจรจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน เพราะว่าเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานรับของโจรแตกต่างกัน แม้จำเลยทั้งสองจะถูกจับกุมพร้อมรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันในขณะเดียวกัน ก็หาทำให้การกระทำดังที่โจทก์บรรยายฟ้อง กลายเป็นความผิดกระทงเดียวและกรรมเดียวกัน ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยรรยง ปานุราช · ยงยุทธ ธารีสาร · อำนวย สุขพรหม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้