Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์และโจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้บริหารหน่วยงานขายประกันชีวิตของโจทก์แก่ผู้ขอเอาประกันชีวิต โดยจำเลยได้รับเงินเดือนและแบ่งปันผลประโยชน์จากเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตจากลูกค้าที่จำเลยขายได้ เหลือรายได้สุทธิโจทก์ต้องจ่ายให้จำเลยโดยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ค้างชำระ ดังนี้ เมื่อคำให้การจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมจนถึงวันที่ 16 มกราคม2537 เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยทบต้นถึงวันฟ้อง แสดงว่าหนี้เงินที่ค้างชำระคิดถึงวันที่ 16 มกราคม 2537 แต่เงินรายได้ของจำเลยเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เมื่อโจทก์รับว่าจำเลยจะต้องนำเงินรายได้ของจำเลยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระให้โจทก์ก่อนเช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธินำเงินรายได้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้ที่ค้างชำระตามฟ้องได้ โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระต้นเงินกู้ค้างชำระเท่านั้น ส่วนหนี้ค้างชำระอื่น ๆ เช่น การเบิกเงิน เป็นต้น เป็นยอดหนี้ค้างชำระภายหลังที่โจทก์คิดยอดหนี้เงินกู้ตามฟ้องแล้วเกือบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวมาด้วย โจทก์จะนำยอดหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยขอให้นำมาหักกลบลบหนี้กับยอดหนี้ตามฟ้องไม่ได้ แม้หนังสือสัญญากู้ยืมข้อ 5 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการเรียกร้องทวงถามในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถามไปอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ชอบแล้ว ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167และตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติให้ศาลต้องสั่ง ที่หนังสือสัญญากู้ยืมข้อ 3 วรรคสองและข้อ 5 ระบุให้ผู้กู้ยืมต้องรับผิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินคดีและการบังคับการชำระหนี้ด้วยนั้น ข้อความดังกล่าวเป็นการตกลงให้จำเลยต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินค่าทนายความตามที่โจทก์ฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,869,015.72 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินยืม 1,928,349 บาทและต้นเงินเบี้ยประกันภัย 6,864 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปีทบเข้ากับต้นเงิน โดยเงินกู้นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2537 และต้นเงินเบี้ยประกันภัยนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2538 ซึ่งโจทก์ได้จ่ายเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยไปนำมาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 1809/30, 1809/32 ถึง41 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม 9 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2534 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 12918 ถึง 12920ตำบลเทพารักษ์

อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า จำเลยค้างชำระหนี้อยู่เท่าใด พิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์119,272.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2539 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จ

ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วนให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 3,760,000บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.4 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มตามความประสงค์ของโจทก์ไม่เกินจำนวนที่กฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 กำหนดไว้และหากมีดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปี ก็ยินยอมให้นำทบเข้ากับต้นเงินที่กู้ยืมโดยให้ถือว่าเป็นต้นเงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราและตามกำหนดเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ จำเลยได้นำห้องชุดของอาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม9 จำนวน 22 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 12918 ถึง 12920 ตำบลเทพารักษ์ (สำโรงฝั่งใต้)

อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการจำนองเป็นประกันเงินกู้ จำเลยได้ผ่อนชำระเงินกู้บางส่วนและไถ่ถอนห้องชุดจากการจำนองคงเหลือเพียง 11 ห้อง แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2537 จำเลยค้างชำระต้นเงิน 1,928,349บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี คิดแบบทบต้นจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 882,135.46 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 2 ปี เป็นเงิน 6,864 บาท รวมดอกเบี้ยอีก 1,667.26 บาท รวมเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น2,819,015.72 บาท ส่วนโจทก์ว่าจ้างจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ซึ่งจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้บริหารหน่วยงานขายประกันชีวิตของโจทก์แก่ผู้ขอเอาประกันชีวิตตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน2536 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2539 โดยจำเลยได้รับผลตอบแทนค่าจ้างเป็นเงินเดือนและแบ่งปันผลประโยชน์จากเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตจากลูกค้าที่จำเลยขายได้เป็นรายเดือน

ทั้งนี้โจทก์ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้จำเลยด้วย เหลือรายได้สุทธิโจทก์ต้องจ่ายให้จำเลยโดยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ค้างชำระให้โจทก์ก่อน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 ห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 มีรายได้เป็นเงินทั้งสิ้น2,699,743.10 บาท ตามหนังสือรับรองรายได้เอกสารหมาย ล.10, ล.17และ ล.18 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยนำเงินรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 จำนวน 2,699,783.10บาท หักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระตามฟ้องได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้แล้วว่า มูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยได้นำหักกลบลบหนี้ต่อกันเรื่อยมาโดยตลอดถึงวันฟ้อง

จำเลยค้างชำระหนี้เป็นเงิน 2,819,015.72 บาท เป็นการแสดงว่ามีการหักกลบลบหนี้ต่าง ๆ ที่มีต่อกันโดยตลอดมาจนถึงวันฟ้องแล้ว ดังนั้น จะวินิจฉัยต่อไปอีกถึงรายได้ของจำเลยในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993ตามหนังสือรับรองรายได้เอกสารหมาย ล.10, ล.17 และ ล.18 แล้วนำมาหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระอีกไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมจนถึงวันที่ 16มกราคม 2537 เป็นเงิน 1,928,349 บาท และดอกเบี้ยทบต้นถึงวันฟ้องเป็นเงิน 882,135.46 บาท ตลอดจนค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น แสดงว่า หนี้เงินที่ค้างชำระ 1,928,349 บาท คิดถึงวันที่ 16มกราคม 2537 ก่อนวันที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน 2538 แต่เงินรายได้ของจำเลยในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ตามหนังสือรับรองรายได้เอกสารหมาย

ล.10, ล.17 และ ล.18 จำนวน 2,699,743.10 บาท เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 ภายหลังจากที่โจทก์คิดยอดเงินกู้ยืมค้างชำระเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2537 แล้ว เมื่อโจทก์รับว่า โจทก์จ้างจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ซึ่งจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้บริหารหน่วยงานขายประกันชีวิตของโจทก์ โดยจำเลยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนและผลประโยชน์จากค่าเบี้ยประกันชีวิตของลูกค้าที่จำเลยขายประกันชีวิตได้และต้องนำหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระให้โจทก์ก่อน และห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 มีรายได้เป็นเงิน 2,699,743.10 บาท เช่นนี้ จำเลยย่อมมีสิทธินำเงินรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 จำนวนดังกล่าวหักกลบลบหนี้ที่ค้างชำระตามฟ้องได้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำสืบถึงหนี้ที่จำเลยค้างชำระต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 ได้ เพื่อแสดงว่าโจทก์ได้นำเงินรายได้ของจำเลยไปหักชำระหนี้ในส่วนอื่น ๆ ด้วยนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระต้นเงินกู้ค้างชำระเท่านั้น ส่วนหนี้ค้างชำระตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องและยอดหนี้ตามเอกสารดังกล่าว เช่น รายละเอียดการเบิกเงินยืมหรือเงินทดรองหรือเงินอื่น ๆ ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.8 ระบุว่า เป็นการเบิกเงินตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2539 และรายการหักชำระหนี้ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 รายการที่ 1 เป็นรายการนำเงินส่งกรมบังคับคดีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม2539 รายการที่ 4 และที่ 5 เป็นยอดภาษีเงินได้หัก

ณ ที่จ่ายของจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นยอดหนี้ค้างชำระภายหลังที่โจทก์คิดยอดหนี้เงินกู้ตามฟ้องแล้วเกือบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวมาด้วย โจทก์จะนำยอดหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง1993 ที่จำเลยขอให้นำหักกลบลบหนี้กับยอดหนี้ตามฟ้องไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์เรียกให้จำเลยชำระเงินค่าทวงถามและค่าทนายความรวมเป็นเงิน50,000 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการทวงถามนั้นแม้หนังสือสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย

จ.1 ข้อ 5 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการเรียกร้องทวงถามในกรณีที่จำเลยผิดสัญญาแต่ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถามไปอย่างไร คงมีแต่นายรณชัย ทองเนื้อแปด หัวหน้าแผนกพิธีการสินเชื่อมาเบิกความเป็นพยานเพียงว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญาโจทก์ได้มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามตามเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการอย่างใด ๆ อันเกี่ยวกับการทวงถามอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ชอบแล้ว ส่วนค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161, 167 และตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ศาลต้องสั่งในเรื่อง

ค่าฤชาธรรมเนียมโดยความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายแพ้คดีอยู่แล้ว ตามสัญญากู้ยืมเงินข้อ 3 วรรคสองระบุว่า "ถ้าผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ผู้กู้ยินยอมให้ถือว่าผิดนัดในหนี้ทั้งหมดและยอมให้ผู้ให้กู้ยืมฟ้องร้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดตลอดจนค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดผิดสัญญานี้จากผู้กู้ยืมจนครบถ้วนได้ทันที" และข้อ 5ระบุว่า "ถ้าผู้กู้ยืมผิดข้อตกลงในข้อหนึ่งข้อใดแห่งสัญญานี้ ผู้กู้ยืมยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้น บรรดาที่ให้ผู้กู้ยืมจะพึงได้รับอันเนื่องจากมาจากความผิดข้อตกลงของผู้กู้ยืม

รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเตือนเรียกร้อง ทวงถาม ดำเนินคดี และบังคับการชำระหนี้ด้วยจนเต็มจำนวนทุกอย่างทุกประการ" ข้อความดังกล่าวเป็นการตกลงให้จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินค่าทนายความตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า มีประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้บริษัทประกันชีวิต เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามเอกสารหมาย

จ.6 ดังนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ และไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก เพราะจำเลยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มตามความประสงค์ของโจทก์ไม่เกินจำนวนที่กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2510 กำหนดไว้ ส่วนการคิดดอกเบี้ยทบต้นของโจทก์ก็เป็นการคิดทบเป็นต้นเงินที่กู้ยืมที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราและตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจำเลยก็ได้ยอมรับอยู่แล้วว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยตามฟ้องจริง การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามฟ้องจึงถูกต้องแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นสรุปแล้ว จำเลยเป็นหนี้เงินโจทก์เป็นเงิน 1,928,349 บาท ดอกเบี้ยทบต้นเป็นเงิน 882,135.46 บาท เบี้ยประกันชีวิตพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน8,531.26 บาท รวมเป็นเงิน 2,819,015.72 บาท และโจทก์ค้างชำระเงินรายได้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจักรทอง 1993 เป็นเงิน 2,699,743.10 บาทเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยคงค้างชำระหนี้เพียง 119,272.62 บาทแต่จะต้องชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 119,272.62บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล · ชวลิต ศรีสง่า · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้