Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3078/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาซึ่งใช้ชื่อว่าสัญญาเช่าซื้อและข้อความตามสัญญายังมีข้อตกลงว่าถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัด ผิดสัญญา ให้ผู้ให้เช่าซื้อริบบรรดาเงินที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้มาแล้ว และผู้ให้เช่าซื้อเข้าครอบครองรถยนต์เป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 574 แม้สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความระบุไว้ว่า เมื่อผู้เช่าซื้อชำระเงินครบถ้วนแล้ว ให้กรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อก็ตาม แต่มาตรา 572 ได้บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อไว้ว่าเป็นสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าโดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ ทั้งนี้โดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดแล้ว ดังนี้ แม้สัญญามิได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้ก็หาขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวและหาทำให้ไม่เป็นสัญญาเช่าซื้อไม่ การที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากจำเลยในอัตราร้อยละ15 ต่อปีนั้น ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยในค่าเสียหายดังกล่าวนี้เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าวิธีหนึ่ง มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 71,280 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินรวม 21,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 572 แล้ว หาใช่เป็นสัญญาซื้อขายผ่อนส่งหรือสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่นั้น เห็นว่า สัญญาดังกล่าวนอกจากใช้ชื่อว่าสัญญาเช่าซื้อแล้ว ข้อความตามสัญญายังมีข้อตกลงว่าถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัด ผิดสัญญา ให้ผู้เช่าซื้อริบบรรดาเงินที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้มาแล้ว และผู้ให้เช่าซื้อเข้าครอบครองรถยนต์เป็นของตนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 574 แม้สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความระบุไว้ว่า เมื่อผู้เช่าซื้อชำระเงินครบถ้วนแล้ว ให้กรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อก็ตาม แต่มาตรา 572 ได้บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อไว้ว่า เป็นสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าโดยมีเงื่อนไขว่า

เมื่อผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า เมื่อผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้วกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ ทั้งนี้โดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ดังนี้ แม้สัญญาดังกล่าวมิได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้ก็หาขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวและหาทำให้ไม่เป็นสัญญาเช่าซื้อแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามสัญญาไม่มีข้อความให้คำมั่นว่าโจทก์จะขายทรัพย์สินให้หรือว่าจะให้ทรัพย์สินตกเป็นสิทธิแก่จำเลย จึงไม่เป็นสัญญาเช่าซื้อนั้นเป็นการไม่ชอบ ถือว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 แล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องนั้น โจทก์มีนายสุทธิพงษ์ สุทธิธนะวัฒน์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าไปจากโจทก์ในราคา 187,194 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3 และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 2 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์จำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันทันทีเมื่อโจทก์นำรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปขายไม่คุ้มราคาที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมกับค่าเสียหายอื่น ๆ ของโจทก์ด้วยตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย

จ.3ข้อ 10 หลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่ส่งคืนรถที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ครอบครองรถโจทก์อยู่เป็นเวลา 2 เดือนโจทก์จึงยึดคืนมาได้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2527 โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถโจทก์อยู่เดือนละ 4,350 บาทเพราะโจทก์อาจนำไปให้เช่าได้ค่าเช่าในอัตราดังกล่าว และโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามรถเป็นเงิน 1,000 บาท รถที่โจทก์ยึดคืนจากจำเลยที่ 1 โจทก์ประมูลขายไปได้เงินเพียง 110,000 บาทปรากฏตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.6 ขาดจากจำนวนที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้ออยู่ 68,280 บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์77,980 บาท แต่โจทก์ขอคิดจากจำเลยที่ 1 เพียง 71,280 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาเห็นว่า

จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 2 งวด เป็นเงิน8,914 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์ทางได้เสียของโจทก์แล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้นเห็นว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยในค่าเสียหายดังกล่าว เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าวิธีหนึ่ง มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ซึ่งการที่กำหนดไว้อัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เป็นจำนวนที่สูงเกินไป เห็นควรลดลงเหลือเพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จำเลยที่ 1ผู้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน71,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เธียร ยูงทอง · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สัมฤทธิ์ ไชยศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4634/2549

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 12 ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ก่อนวั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2549

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์คืนออกประมูลขายได้เงินน้อยกว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2548

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วก่อนเลิกสัญญา และกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 57…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5753/2545

ค่าเสียหายอันเป็นค่าเช่าที่จำเลยจะต้องชำระก่อนโจทก์บอกเลิกสัญญานั้น เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยโดยชอบ และยึดรถยนต์ที่ให้เช่าคืนมาจากจำเลยสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้