Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3078/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ข้อ 5 กำหนดให้กรมตำรวจมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่การแบ่งส่วนราชการในกรมตำรวจออกเป็นกองตามข้อ 31 มิได้กำหนดให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล กองตรวจคนเข้าเมืองจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลได้ แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)หนังสือของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของโจทก์ ซึ่งโจทก์ขอเป็นคนเข้าเมืองเพื่อมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยได้ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแจ้งว่า ได้นำเรื่องเสนอกรมตำรวจพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เป็นคนเข้าเมืองตามคำร้องขอและแจ้งไปด้วยว่าให้โจทก์รีบเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรโดยด่วน ดังนี้ เท่ากับเป็นการเตือนให้โจทก์ทราบในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ถือหนังสือเดินทางของประเทศอื่น และได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว ยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ เพราะโจทก์ยังมิได้อ้างต่อเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองเลยว่าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีสิทธิจะอยู่ในราชอาณาจักรได้ในฐานะที่เป็นคนไทย พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2493มาตรา 43 ซึ่งใช้อยู่ในขณะโจทก์เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เปิดโอกาสให้โจทก์ยื่นขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือร้องขอต่อศาล แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงยังถือไม่ได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่หรือกรมตำรวจ จำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของโจทก์ และการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ก็จะถือว่ามีลักษณะเป็นการร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลไม่ได้ จึงไม่อาจวินิจฉัยเรื่องสัญชาติของโจทก์ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 142 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2493 มาตรา 43 พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสัญชาติไทยโดยเป็นบุตรนายตงบุ่งนางผู่ตี้ หรือนางยวดกุ๋ย เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่มารดาโจทก์ได้พาโจทก์ไปสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2491 โจทก์จำต้องอยู่ประเทศจีนตลอดมาเนื่องจากถูกห้ามออกนอกประเทศ จนกระทั่งวันที่ 13 สิงหาคม 2519 โจทก์จึงได้เดินทางเข้าประเทศไทย โดยใช้หนังสือเดินทางในชื่อว่า "ลิน เจาฟู"เกิดในประเทศจีน เหตุที่ระบุที่เกิดผิดจากความจริงก็เพื่อสะดวกในการทำหนังสือเดินทาง เมื่อโจทก์เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชีของกรมตำรวจจำเลยที่ 1 เพื่อขออยู่หาหลักฐานการเกิดในประเทศไทย ต่อมาโจทก์หาหลักฐานการเกิดในประเทศไทยได้ จึงได้เสนอใบรับรองการเกิดในประเทศไทยต่อกองตรวจคนเข้าเมืองเพื่ออยู่ในประเทศไทยในฐานะผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

เจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองได้มีหนังสือที่ 82/2520แจ้งให้โจทก์ทราบว่ากรมตำรวจพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์มีสิทธิอยู่ในประเทศไทยตามคำร้องขอ และให้โจทก์รีบเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรไทยโดยด่วนภายในวันที่ 13 มกราคม 2520 โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นคนไทยตามกฎหมายย่อมมีสิทธิอยู่ในประเทศไทย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองตามหนังสือที่ 82/2520 และพิพากษาว่าโจทก์มีสัญชาติไทยตามกฎหมายจำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติจีนสัญชาติจีน เกิดที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้โดยสารเครื่องบินจากฮ่องกงเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13สิงหาคม 2519 ในประเภทคนอยู่ชั่วคราว ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองได้อนุญาตโจทก์จะไม่ยอมออกไปจากประเทศไทยจึงได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

โจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อเจ้าพนักงานหรือต่อศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เกิดในประเทศไทย จึงได้สัญชาติไทยตามกฎหมาย จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์เดินทางออกไปนอกประเทศไทย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองตามหนังสือที่ 82/2520 ลงเดือนมกราคม 2520 นั้นเสีย และพิพากษาว่าโจทก์มีสัญชาติไทยตามกฎหมายจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งมีความเห็นแย้งว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสัญชาติไทยควรพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องกรมตำรวจเป็นจำเลยที่ 1 และกองตรวจคนเข้าเมืองเป็นจำเลยที่ 2 สำหรับกรมตำรวจซึ่งเป็นส่วนราชการในระดับกรมประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ข้อ 5 วรรคท้าย กำหนดให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่การแบ่งส่วนราชการในกรมออกเป็นกองตามข้อ 31 แห่งประกาศของคณะปฏิบัติฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่อาจที่จะถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลได้ แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกปัญหาเรื่องนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ส่วนฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น ได้พิเคราะห์หนังสือของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองที่ 82/2520 ลงเดือนมกราคม 2520 ตามเอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแล้ว ปรากฏว่าเป็นหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของโจทก์ฉบับ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2519 ซึ่งโจทก์ขอเป็นคนเข้าเมืองเพื่อมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยไว้ (ตามเอกสารหมาย ล.3) โดยเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองแจ้งว่า ได้นำเรื่องเสนอกรมตำรวจพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เป็นคนเข้าเมืองตามคำร้องขอ และได้แจ้งไปด้วยว่าให้โจทก์รีบเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรโดยด่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า หนังสือของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองฉบับดังกล่าวเป็นการแจ้งผลการพิจารณาของกรมตำรวจให้โจทก์ทราบว่า กรมตำรวจไม่อนุญาตให้โจทก์เป็นคนเข้าเมืองตามที่โจทก์ร้องขอไป กับได้แจ้งให้โจทก์เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรตามกำหนด ซึ่งเท่ากับเป็นการเตือนให้โจทก์ทราบในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ถือหนังสือเดินทางของประเทศอื่นและได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว ยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์เพราะโจทก์ยังมิได้อ้างต่อเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองเลยว่าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีสิทธิจะอยู่ในราชอาณาจักรได้ในฐานะที่เป็นคนไทย โจทก์เพียงแต่ขอเป็นคนเข้าเมืองเพื่อมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยโดยเหตุผลว่าโจทก์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีพรพัฒนาและเป็นผู้ควบคุมฝ่ายซ่อมเครื่องยนต์รถแทรกเตอร์เท่านั้นอนึ่ง ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับปี

พ.ศ. 2493ซึ่ง เป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่โจทก์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยก็ได้เปิดโอกาสให้โจทก์ยื่นขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือร้องขอต่อศาลแต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงยังถือไม่ได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่หรือจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของโจทก์และการที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ก็จะถือว่ามีลักษณะเป็นการร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเรื่องสัญชาติของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำรัส เขมะจารุ · ประเสริฐ วราภรณ์ · ธาดา วัชรนันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1959/2529

โจทก์ฟ้องจำเลยที่1ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดแม้จะกล่าวในฟ้องถึงจำเลยที่1ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเขตจังหวัดด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่1ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเสียไป การที่จำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 691966)

ขณะยื่นคําฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้