Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3070/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องจัดเก็บจากกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำรอบระยะเวลาบัญชี และต้องเป็นรายได้ที่นิติบุคคลนั้นได้รับจริงๆ ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่ากำไรของนิติบุคคลนั้นมีหลายจำนวนแตกต่างกัน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจถัวเฉลี่ยกำไรที่โจทก์ได้รับ นำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณกำไรสุทธิได้.โจทก์มีกำไรจากการขายเบียร์และโซดาลังละ 3 บาทขึ้นไปถึง10 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่โจทก์มีกำไรลังละ 3 บาท ซึ่งเป็นกำไรต่ำสุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 20 ป.รัษฎากร มาตรา 24 ป.รัษฎากร มาตรา 65 ป.รัษฎากร มาตรา 67

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจากการตรวจสอบบัญชีของโจทก์ประจำปี พ.ศ. 2519ถึงพ.ศ. 2521 โจทก์แสดงรายรับจากการขายสินค้าไว้ไม่ครบถ้วนและลงบัญชีไว้ไม่ถูกต้องและประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มรวม 3 ปี เป็นเงิน 233,503.44 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะโจทก์ได้แสดงรายรับจากการขายสินค้าคือ เบียร์ โซดา ไว้ถูกต้องแล้ว โดยโจทก์ขายส่งเป็นส่วนใหญ่ มีกำไรเพียงลังละ 1 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาขายซึ่งโจทก์มีกำไรขั้นต้นลังละ 3 บาท เป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีจึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จากการที่เจ้าพนักงานประเมินออกไปสอบหาข้อมูลจากร้านค้าซึ่งรับซื้อเบียร์ โซดาจากโจทก์ไปขายต่อ ปรากฏว่าโจทก์มีกำไรสูงกว่าที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้มาก โจทก์ระบุว่าโจทก์มีกำไรเพียงลังละ 1 บาท เพื่อความเป็นธรรมเจ้าพนักงานประเมินคำนวณกำไรเพียงลังละ 3 บาท เป็นเกณฑ์คำนวณภาษีเงินได้ ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้รวมทั้งเงินเพิ่มประจำปี พ.ศ. 2519ถึง พ.ศ. 2521 เป็นเงิน 233,503.44 บาท การประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าในการขายเบียร์และโซดาของโจทก์ปรากฏจากใบเสร็จรับเงินของโจทก์ โจทก์มีกำไรลังละ 2 บาทและ 3 บาท และที่มีกำไรลังละ 5 บาทและ 8 บาทก็มีหลายรายและจากการสอบถามจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์มีกำไรลังละ 10 บาท โจทก์เคยยอมรับต่อเจ้าพนักงานว่า โจทก์ขายส่งเบียร์และโซดาให้ลูกค้ามีกำไรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าลังละ 3 บาท แล้ววินิจฉัยว่าแม้การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องจัดเก็บจากกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้ที่นิติบุคคลได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ หรือเนื่องจากกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีและต้องเป็นรายได้ที่นิติบุคคลนั้นได้รับจริง ๆ ก็ตาม แต่การขายของโจทก์มีกำไรหลายจำนวนแตกต่างกัน

ทั้งโจทก์เองก็แสดงการขายไว้คลาดเคลื่อนจากหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ฉะนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 คิดถัวเฉลี่ยกำไรที่โจทก์ได้รับลังละ 3 บาท ซึ่งเป็นกำไรค่อนข้างต่ำในกำไรหลายจำนวนที่โจทก์ได้รับและประเมินให้โจทก์เสียภาษีโดยอาศัยอัตราถัวเฉลี่ยดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีเงินได้และเงินเพิ่มจึงเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและชอบด้วยกฎหมายคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 956/2544

บริษัทโจทก์ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัท ฟ. รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาทเท่ากับค่าจ้างทำของที่โจทก์ได้ทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัท ฟ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2543

การที่จำเลยไม่มาพบและส่งบัญชีเอกสารสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ทำให้เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากรมาตรา 71 (1)…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10341/2550

โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคารถยนต์ในขณะนั้นลดลงและโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6432/2549

โจทก์ให้กรรมการกู้เงินจำนวนมากถึง 1,700,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย โดยไม่ปรากฏว่ากรรมการผู้กู้นั้นเป็นพนักงานหรือไม่ และพนักงานทั่วไปมีสิทธิกู้ได้หรือไม่ เพียงใด คิดดอกเบี้ยหรือไม่ จึงถือว่าไม่มีเหตุอัน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้