Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3067/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งจำหน่ายต่างประเทศซึ่งเป็นการประกอบการค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 (ก) ตามบัญชีอัตราภาษีการค้า เมื่อโจทก์มีสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปคงเหลือ ณ โรงงานของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ทำบัญชีคุมสินค้าตามมาตรา 83 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แม้โจทก์จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับสินค้าที่ส่งออก โจทก์ก็ไม่ได้รับยกเว้นการทำบัญชีคุมสินค้าตามมาตรา 83 ทวิ วรรค 2 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่ทำบัญชีคุมสินค้าจึงถือว่าเป็นการขายสินค้านั้นโดยถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับตามมาตรา 79 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากรโจทก์ต้องเสียภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลตามกฎหมาย.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 17 ป.รัษฎากร มาตรา 79 ป.รัษฎากร มาตรา 83

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินจังหวัดสมุทรปราการได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีการค้าเลขที่ ๒๗๓๗/๓/๐๐๑๒๐ ต่อโจทก์ โดยแจ้งว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ (ก) ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประกอบกิจการค้าผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งจำหน่ายต่างประเทศ จากการตรวจนับสินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ ณสถานการค้าของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์มิได้จัดทำบัญชีคุมสินค้าซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙ ทวิ (๖) ถือว่าสินค้าโดยไม่ลงบัญชีคุมสินค้า และให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า โดยให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าซึ่งเจ้าพนักงานคำนวณมูลค่าของสินค้าที่โจทก์มิได้จัดทำบัญชีคุมสินค้านั้นเป็นเงินจำนวน ๒,๑๓๐,๙๐๘.๓๖ บาท

เจ้าพนักงานได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๘๗(๒), ๘๘, ๘๙(๔) และ ๘๙ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรประเมินภาษีการค้าพร้อมทั้งเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และภาษีบำรุงเทศบาล หรือสุขาภิบาลตามกฎหมาย แจ้งมายังโจทก์รวมเป็นเงินค่าภาษีที่ประเมินทั้งสิ้นจำนวน ๖๖๗,๖๘๘ บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่๓/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๐ แจ้งว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีการค้า เลขที่๒๗๓๗/๓/๐๐๑๒๐ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๒๙ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาที่ ๓/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๐

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความยอมรับกันว่า โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และได้รับสิทธิตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีการค้า (ฉบับที่๑๔) และโจทก์เป็นผู้ผลิตสินค้าตามฟ้องเพื่อส่งออกจริง กับโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่ได้ทำบัญชีคุมสินค้าตามที่จำเลยประเมิน ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าโจทก์ประกอบกิจการค้าผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป จัดเข้าประเภทการค้า ๑ ชนิด ๑ (ก) ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร และโจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการค้าสำหรับสินค้าที่โจทก์ผลิตขึ้นและส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามนัยประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีการค้า (ฉบับที่ ๑๔) เรื่องให้ยกเว้นและลดอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางประเภท ข้อ ๒ (๑)แต่สำหรับสินค้าพิพาทเป็นสินค้าคงเหลือของโจทก์ โดยโจทก์มิได้จัดทำบัญชีคุมสินค้า ปัญหาวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีคุมสินค้าพิพาทหรือไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในปัญหาแรกโจทก์อุทธรณ์ว่า

โจทก์ไม่ต้องทำบัญชีคุมสินค้า เพราะได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๓ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทยกเว้นของวรรคแรกที่บัญญัติให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่ต้องทำบัญชีคุมสินค้า และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ ๒๐) ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ เนื่องจากตามมาตรา ๘๓ทวิ วรรคสอง ดังกล่าวบัญญัติว่า 'ในกรณีที่มีการอนุมัติหรือประกาศตามมาตรา ๗๙ (๕) หรือ (๖) แล้ว ให้ยกเว้นการทำบัญชีตามวรรคก่อน เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น' และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ ๒๐) ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ ก็สอดคล้องกับมาตรา ๘๓ ทวิ วรรคสอง ดังกล่าว คือเท่ากับเป็นการประกาศตามมาตรา ๗๙(๕) หรือ (๖) โดยมิได้สั่งให้มีการทำบัญชีคุมสินค้าอย่างใดศาลฎีกาเห็นว่า ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ ๒๐)

ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์๒๕๑๗ เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก และไม่มีข้อความใดที่จะปรับเข้าได้กับกรณีสินค้าพิพาท เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ผลิต และสินค้าพิพาทเป็นสินค้าคงเหลือ มิใช่สินค้าที่ส่งออก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการประกาศตามมาตรา ๗๕(๕) หรือ(๖) แต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์คงเหลือเกี่ยวกับมาตรา ๗๙(๖) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการร้องขอให้อธิบดีได้สั่งอนุมัติตามมาตรา ๗๘ ตรี แล้ว ซึ่งไม่ปรากฏในกรณีของโจทก์ ทั้งตามมาตรา ๗๘ ตรี เป็นเรื่องของผู้ผลิตผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกเกี่ยวกับเรื่องขอให้ถือว่าได้มีการขายในวันผลิตหรือวันนำเข้าหรือวันส่งออกจึงไม่สามารถปรับใช้กับกรณีของโจทก์เช่นกัน

เพราะสินค้าพิพาทเป็นสินค้าคงเหลือโจทก์มิได้ส่งออกแต่อย่างใด อันจะขอให้ถือว่ามีการขายในวันผลิตได้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าในช่างเวลานั้นประเทศสหรัฐอเมริกาได้ห้ามนำสินค้าประเภทเสื้อสำเร็จรูปจากประเทศไทยเข้า จึงต้องระงับการส่ง และต่อมาเมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาเลิกห้ามนำเข้า โจทก์ก็ได้ส่งสินค้าพิพาทไปจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาทันที เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ากรณีของโจทก์ต้องตามมาตรา ๗๙(๖) ดังกล่าว ก็ไม่สามารถอ้างได้เนื่องจากมิได้มีการสั่งอนุมัติตามมาตรา ๗๘ ตรีหรืออธิบดีได้ประกาศตามมาตรา ๗๘ จัตวาแล้วดังวินิจฉัยมาข้างต้น ดังนั้นกรณีของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา๘๓ ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้อธิบดีกรมสรรพากรได้เคยออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้และภาษีการค้า (ฉบับที่ ๒)

เรื่อง กำหนดให้มีบัญชีพิเศษและกำหนดแบบบัญชีคุมสินค้าตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๘๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑ ทุกชนิด แต่ไม่รวมถึงชนิด ๗(ค)แห่งบัญชีอัตราภาษีการค้า ต้องทำบัญชีคุมสินค้าให้มีรายการตามแบบท้ายประกาศดังกล่าว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ประกาศอธิบดีดังกล่าวเป็นเรื่องการจัดทำบัญชีพิเศษและไม่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีคุมสินค้าตามมาตรา ๘๓ ทวิ โดยตรงนั้น ปรากฏว่าตามประกาศฉบับนั้น ข้อ ๒ กำหนดให้ถือว่าบัญชีที่มีตามข้อ ๑(ซึ่งหมายถึงบัญชีพิเศษ) เป็นบัญชีคุมสินค้าด้วย แสดงให้เห็นว่าประกาศฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีคุมสินค้านั่นเอง และตามชื่อเรื่องของประกาศและข้อความในประกาศก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นการกำหนดมาตรา ๘๓ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรด้วย ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าตามประกาศย่อมมีหน้าที่ต้องทำบัญชีคุมสินค้าตามมาตรา ๘๓ ทวิ วรรคแรก ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ ๒)

ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ดังกล่าว ส่วนในปัญหาที่ว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เมื่อฟังว่าโจทก์มีหน้าที่บัญชีคุมสินค้าพิพาทและโจทก์มิได้ทำบัญชีดังกล่าว กรณีจึงต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙ ทวิ (๖) ที่ว่า 'ผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า ๑ ......มีสินค้าโดยไม่ทำหรือลงบัญชีคุมสินค้า......' โดยกฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าและให้ถือมูลค่าของสินค้าดังกล่าวเป็นรายรับ ซึ่งหมายความว่าราคาสินค้าพิพาทให้ถือเป็นรายรับของโจทก์ที่จะต้องเสียภาษีการค้า ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีการค้า (ฉบับที่๑๔) นั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ส่งสินค้าของโจทก์ออกนอกราชอาณาจักรเท่านั้น จึงจะได้รับยกเว้นภาษีการค้า แต่สำหรับกรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ไม่ลงบัญชีคุมสินค้าตามที่กฎหมายบังคับไว้และให้ถือว่าเป็นการขายสินค้า เป็นคนละกรณีกัน

ส่วนข้อที่โจทก์อ้างว่าการไม่ทำบัญชีคุมสินค้า ตามประมวลรัษฎากรได้บัญญัติให้ลงโทษปรับและโทษจำคุกไว้ตามมาตรา ๘๙(๔) และ๙๒ และโจทก์ก็ได้ถูกปรับไปแล้ว จึงไม่ควรถูกประเมินและถูกเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกนั้นเห็นว่าแม้โจทก์จะถูกปรับไปแล้วก็มิใช่เหตุที่จะลบล้างมิให้โจทก์ต้องได้รับการประเมิน และเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจทำการประเมินในกรณีของโจทก์นี้ได้ ตลอดจนมีอำนาจเรียกเอาเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้อีกด้วยและเมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าแล้ว โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงเทศบาลด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้นศาลฎีกาเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายและกรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มให้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายวิชา มั่นสกุลศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3221/2534

ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2)(ค) แห่ง ป.รัษฎากร กำหนดให้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆของสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ด้วย คงยกเว้นให้เฉพาะเงินค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิกหรื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2681/2532

โจทก์จัดพิมพ์หนังสือตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการแล้วขายให้บริษัท ส. แต่ขายไม่หมดในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโจทก์มีหน้าที่ต้องทำบัญชีคุมสินค้าตามมาตรา 83 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่ทำบัญชี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2566

เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ให้บริการในการที่ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์จึงมิได้เป็นตัวกลางผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2561

การจะพิจารณาว่ากิจกรรมของโจทก์เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายหรือเพื่อรับจ้างให้บริการโฆษณาสินค้าให้แก่บริษัท ต. ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดกิจกรรมของโจทก์ ซึ่งตามพยานหลักฐานเห็นได้ว่า โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2561

ป.รัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าและการให้บริการได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าและการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้