Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2516 (เลขอ้างอิง 30603)

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินของวัดนั้นกรรมสิทธิ์จะโอนไปได้ก็แต่โดยการออกพระราชบัญญัติเท่านั้น ที่พิพาทอยู่ในเขตพระพุทธบาทซึ่งพระเจ้าทรงธรรมได้อุทิศไว้แต่โบราณกาลโดยมีวัดพระพุทธบาทเป็นผู้ดูแล แม้จำเลยจะได้รับโฉนดสำหรับที่พิพาทมา ก็หาถือได้ว่าเป็นการได้มาโดยการออกเป็นพระราชบัญญัติไม่ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาการได้ที่ดินมาโดยการรังวัดออกโฉนดหรือโดยการโอนชื่อทางทะเบียนใช้ยันต่อวัดได้แม้จำเลยจะได้ครอบครองที่พิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาเป็นเวลานานเท่าใด ก็ไม่มีทางที่จะแย่งเอากรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นของวัดไปเป็นของตนได้ และแม้ทางวัดจะได้ปล่อยปละละเลยไว้เป็นเวลานานกว่าจะได้ใช้สิทธิติดตามว่ากล่าวเอาจากจำเลย กรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัดก็หาระงับสิ้นสุดไม่โจทก์อ้างเอกสาร พระราชพงศาวดารเกี่ยวกับตำนานพระพุทธบาทเป็นพยานว่า พระพุทธบาทได้ถูกค้นพบในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรมระหว่างปี พ.ศ. 2163-2271 แล้ว พระเจ้าทรงธรรมทรงโสมนัสศรัทธาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหาเจดีย์สถานมีพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และพระสังฆารามที่พระภิกษุสงฆ์อยู่บริบาล และได้ทรงพระราชอุทิศที่โยชน์หนึ่งโดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธบูชากัลปนาผล นอกจากเอกสารโจทก์ยังนำสืบผู้ที่สูงอายุเป็นพยานประกอบหลายปากว่า ต่างได้รับทราบได้ยินได้ฟังสืบต่อกันมาตรงกันว่า พระเจ้าทรงธรรมได้ทรงอุทิศที่ดินถวายโดยรอบพระพุทธบาทมีอาณาเขตถึงหนึ่งโยชน์โดยรอบ ข้อความที่เล่าสืบกันมาทางประวัติศาสตร์นี้รับฟังประกอบกับหลักฐานพระราชพงศาวดารของทางราชการได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้พิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า ที่ดินโฉนดที่ 8528, 8521, 8522 เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของวัดพระพุทธบาทซึ่งไม่มีโฉนดมาแต่เดิม เมื่อ พ.ศ. 2479 ทางราชการได้ปรับปรุงบริเวณวัดพระพุทธบาท โดยตัดถนนไปเชื่อมกับถนนบ้านหมอ-หนองโดน และไปเชื่อมกับถนนพหลโยธินและได้ทำวงเวียนขึ้นด้วย ในการนี้ได้ตัดทับที่ดินบางส่วนของที่ดินทั้ง 3 โฉนดนั้น จำเลยที่ 2 ได้นำโฉนดมายืนยัน เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท จึงทราบว่า สำนวนคดีแรก นายจอน นางคำผู้อาศัยที่วัดได้นำที่ดินของวัดพระพุทธบาทไปขอรังวัดออกโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 8528 แล้วต่อมาใน พ.ศ. 2507 จำเลยที่ 1 ขอรับมรดกและในวันเดียวกันนั้นเองได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 สำนวนหลังจำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 8521 มีชื่อนายจู

นางมุดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งขายให้แก่นายปาน บิดาจำเลยที่ 1 ไปขอให้ศาลจังหวัดสระบุรีสั่งแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ แล้วโอนขายให้กับจำเลยที่ 2 ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 8522 จำเลยที่ 1 รับมรดกมาจากนางวังเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมแล้วโอนขายให้แก่จำเลย ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2508 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ทั้งสองสำนวนได้รื้อรั้วของวัดพระพุทธบาทแล้วเอาสังกะสีล้อมแทน โจทก์ได้ห้ามแล้วไม่เชื่อฟัง จึงขอให้ศาลเพิกถอนทำลายโฉนดทั้ง 3 แปลง ใส่ชื่อวัดพระพุทธบาทเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนให้ขับไล่และให้จำเลยรื้อรั้วสังกะสีที่ทำขึ้นออกไป ทำที่ให้คืนสภาพเดิม กับให้ใช้ค่าเสียหายจำเลยทั้งสามของทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า

พระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2497 ไม่เกี่ยวกับที่ดินที่มีเจ้าของครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว อำนาจหน้าที่การจัดสรรที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามพระราชกฤษฎีกาไม่ใช่เป็นอำนาจของเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทไม่เคยคัดค้านเมื่อจำเลยที่ 1 ประกาศขอรับมรดกที่ดินโฉนดที่ 8528 ที่ดินพิพาทไม่เคยเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดพระพุทธบาท ทั้งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทได้เคยรับรองว่าที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นที่ของเอกชน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนทำลายโฉนด ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย วัดพระพุทธบาทไม่เสียหายศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินโฉนดที่ 8521, 8522 และ 8528 เป็นของวัดพระพุทธบาท พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดทั้งสามโฉนด ขับไล่จำเลยและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป

ห้ามเข้าเกี่ยวข้องจำเลยทั้งสามของทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามของทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาว่า หลักฐานที่โจทก์อ้างว่าที่พิพาทอยู่ในเขตของวัดพระพุทธบาทเลื่อนลอยนั้น เห็นว่า โจทก์ได้ส่งเอกสารพระราชพงศาวดารเกี่ยวกับตำนานพระพุทธบาทซึ่งได้มีกล่าวไว้ว่า พระพุทธบาทได้ถูกค้นพบในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรมคือระหว่างปี พ.ศ. 2163 - 2271 แล้วพระเจ้าทรงธรรมทรงพระโสมนัสศรัทธาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหาเจดียสถาน มีพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาทและพระสังฆารามที่พระภิกษุสงฆ์อยู่บริบาล และได้สร้างพระราชนิเวศน์ที่เชิงเขาพระบาท 1 แห่งและได้ทรงพระราชอุทิศที่โยชน์หนึ่งโดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธบูชากัลปนาผล

นอกจากได้ความตามพระราชพงศาวดารเช่นนี้แล้ว โจทก์ยังได้นำสืบผู้ที่สูงอายุเป็นพยานประกอบอีกปลายปาก ต่างเบิกความว่า ต่างได้รับทราบได้ยินได้ฟังสืบต่อกันมาตรงกันว่า พระเจ้าทรงธรรมได้ทรงอุทิศที่ดินถวายโดยรอบพระพุทธบาท มีอาณาเขตถึงหนึ่งโยชน์โดยรอบ ข้อความที่เล่าสืบกันมาทางประวัติศาสตร์นี้รับฟังประกอบกับหลักฐานพระราชพงศาวดารของทางราชการได้ หาใช่เป็นการเลื่อนลอยไม่ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าที่พิพาทอยู่ในเขตของพระพุทธบาทซึ่งพระเจ้าทรงธรรมได้ทรงอุทิศไว้แต่โบราณกาลโดยมีวัดพระพุทธบาทเป็นผู้ดูแลรักษาในปัญหาที่ว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสามเป็นที่ดินที่ทางราชการได้ออกโฉนดให้ จำเลยที่ 2 ได้ซื้อมาโดยมีค่าตอบแทนย่อมได้กรรมสิทธิ์นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดินของวัดนั้นกรรมสิทธิ์จะโอนไปได้ก็แต่โดยการออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยจะได้รับโฉนดสำหรับที่พิพาทมา ก็หาถือได้ว่าเป็นการได้มาโดยการออกเป็นพระราชบัญญัติไม่ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาการได้ที่ดินมาโดยการรังวัดออกโฉนดหรือโดยการโอนชื่อทางทะเบียนใช้ยันต่อวัดได้ แม้จำเลยจะได้ครอบครองที่พิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาเป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่มีทางที่จะแย่งการกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นของวัดไปเป็นของตนได้ และแม้ทางวัดจะได้ปล่อยปละละเลยไว้เป็นเวลานาน กว่าจะได้ใช้สิทธิติดตามว่ากล่าวเอาจากพวกจำเลยก็ตามกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัดก็หาได้ระงับสิ้นสุดไปโดยเหตุนั้นไม่ คดีไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัยถึงอำนาจตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาทกำหนดบริเวณเขตวัดพระพุทธบาทตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2479 อีก เพราะโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทมาก่อนพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ จามรมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · อุดม ทันด่วน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้