Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 306/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการในเวลากลางคืน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรแม้ข้อที่ว่าโดยไม่มีเหตุสมควรนั้นเป็นองค์ประกอบความผิดของมาตรา 364 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นองค์ประกอบความผิดสำหรับการกระทำโดยการเข้าไปหรือซ่อนตัวเท่านั้น และคำว่า "บังอาจบุกรุก" ที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร นอกจากนี้โจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปด้วยว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้จำเลยเข้าไปได้ไล่ให้ออกจำเลยก็ไม่ยอมออกไปเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตรงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364ในตอนที่ว่า "หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก" และการไม่ยอมออกนี้ หาจำต้องกล่าวในฟ้องว่ากระทำโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วยไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจบุกรุกเข้าไปในบริเวณที่ทำการตำรวจอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของกรมตำรวจในเวลากลางคืน เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งประจำอยู่ ณ ที่ทำการ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้จำเลยกับพวกเข้าไปได้ไล่ให้ออก จำเลยก็ไม่ยอมออกไปจากสถานที่ดังกล่าวขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕

จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าสถานที่ราชการตามฟ้องมิใช่สถานที่ซึ่งประชาชนมีสิทธิจะเข้าไปติดต่อราชการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะปกติประชาชนย่อมมีสิทธิจะเข้าไปในสถานที่ราชการได้ทุกแห่ง และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวโดยไม่มีเหตุสมควรอย่างไร อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ ฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ลงโทษไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทำความเห็นแย้งว่า พอถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ควรพิพากษาลงโทษจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่ว่าโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เป็นองค์ประกอบความผิดของมาตรา ๓๖๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็จริง แต่ก็เป็นองค์ประกอบความผิดสำหรับการกระทำโดยการเข้าไปหรือซ่อนตัวเท่านั้นแม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำของกฎหมายว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในบริเวณที่ทำการตำรวจโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณที่ทำการนั้นคำว่า "บังอาจบุกรุก" ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั่นเอง ยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปด้วยว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นผู้มีสิทธิจะห้ามมิให้จำเลยเข้าไปได้ไล่ให้ออกจำเลยก็ไม่ยอมออกไป เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตรงกับบทบัญญัติมาตรา ๓๖๔ ในตอนที่ว่า

"หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก" แล้ว ซึ่งการไม่ยอมออกนี้หาจำต้องกล่าวในคำฟ้องว่ากระทำโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วยไม่การกระทำของจำเลยตามคำบรรยายฟ้องครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ แล้ว และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิพากษาไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๕ ลงโทษจำคุก ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘คงจำคุกจำเลย ๓ เดือน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนิท บริรักษ์ · สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายปรีชา พานิชวงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายพัลลภ สังโขบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้