Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3056/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดฐานรับของโจรทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ผู้กระทำความผิดต้องรู้ว่าได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 รับนาฬิกาของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ไม่ได้ ต้องลงโทษตามมาตรา 357 วรรคแรก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานรับของโจรได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 8 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระทองคำตลับทองฝังเพชร ราคา 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4728/2541, 5604/2541, 6283/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1711/2543 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อกับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4728/2541, 5604/2541, 6283/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5603/2541 และโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 5022/2543 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่, 340 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 8 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระทองคำตลับทองฝังเพชร ราคา 100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อและยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ของผู้เสียหายดังที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายวิชิต ผู้เสียหาย พันตำรวจตรีประทวน นายประจวบ นายศิริชัย พี่ชายผู้เสียหาย และนางสมชิด ภริยานายประจวบมาเบิกความเป็นพยาน โดยผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานถูกคนร้ายใช้วัตถุของแข็งตีศีรษะและใบหน้าจนมีอาการมึนงง แต่หลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าจับกุมผู้ต้องสงสัยได้และให้พยานดูทรัพย์สินของกลางหลายรายการ พยานดูแล้วจำนาฬิกาของพยานได้ เพราะพยานเป็นผู้ทำหน้าปัดฝังเพชรเองกับมีตำหนิเป็นรอยลอกสีเหลือง พยานยังได้สอบถามจำเลยที่ 1 ถึงสาเหตุที่ทำร้ายพยาน

จำเลยที่ 1 ตอบว่าเพราะพยานขัดขืน พันตำรวจตรีประทวนเบิกความว่า เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ตามหมายจับ จากนั้นได้ให้จำเลยที่ 1 พาไปติดตามยึดเอาทรัพย์สินมาหลายรายการ เฉพาะทรัพย์สินของกลางที่ยึดมาจากจำเลยที่ 1 ปรากฏตามบันทึกการจับกุม นายประจวบเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับนางสมชิดภริยากำลังลอกท่อระบายน้ำเพื่อร่อนหาเศษทองอยู่ในซอยห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8 เมตร เห็นชาย 2 คน กำลังต่อสู้กัน แล้วชายคนหนึ่งคือผู้เสียหายล้มลง ส่วนชายอีกคนที่เป็นคนร้ายได้เดินไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีคนขับออกไปจากที่เกิดเหตุ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเรียกพยานไปสอบปากคำ พยานได้บอกตำหนิรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจสเกตภาพคนร้ายไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพเดียวกับภาพสเกตคนร้ายหรือไม่

เนื่องจากเหตุเกิดนานแล้ว สำหรับการชี้ตัวคนร้ายนั้น พยานชี้ไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ชี้ นายศิริชัยเบิกความว่า พยานมาถึงที่เกิดเหตุภายหลังจากที่คนร้ายหลบหนีไปแล้ว พยานทราบจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายว่าคนร้ายใช้หมวกนิรภัยเป็นอาวุธ ส่วนนางสมชิดเบิกความว่า ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ใด ๆ แต่รับว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน นอกจากนี้ โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกณัฐพลและพันตำรวจโทสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความสนับสนุนรวมความได้ว่า ในซอยเกิดเหตุมีแสงสว่างทั้งจากหลอดไฟนีออนที่ติดเสาไฟฟ้าและแสงไฟฟ้าตามบ้านใกล้ที่เกิดเหตุ รวมทั้งสอบปากคำนายประจวบและนางสมชิดไว้ ผู้เสียหายดูนาฬิกาโรเล็กซ์ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 แล้วจำได้ว่าเป็นของตน ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน

ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 นายจรินทร์ นายจ้างจำเลยที่ 1 และนายมานะ เพื่อนร่วมงานจำเลยที่ 1 มานำสืบต่อสู้ว่า ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ในการจับกุมจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจ 7 ถึง 8 คน รุมทำร้ายจำเลยที่ 1 จนสลบไป สำหรับของกลางรายการต่าง ๆ ตามบันทึกการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจไปยึดมาจากมารดาและภริยาจำเลยที่ 1 ยกเว้นรายการที่ 4 ซึ่งเป็นนาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชรเป็นของเจ้าพนักงานตำรวจ และรายการที่ 7 กับที่ 8 ซึ่งเป็นหมวกนิรภัยและรถจักรยานยนต์ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เหตุที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะถูกทำร้ายร่างกายและถูกขู่ว่าหากไม่ให้การรับสารภาพจะยัดเยียดข้อหาอื่น

ๆ ให้อีก เห็นว่า พยานโจทก์ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ทั้ง 3 ปาก คือ ผู้เสียหาย นายประจวบ และนางสมชิด คงมีนายประจวบแต่ผู้เดียวที่ยืนยันว่าเห็นคนร้าย แต่พยานปากนี้ก็เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุนั้นไม่มีแสงสว่างพอ และในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยาน พยานให้การว่าก่อนเกิดเหตุมีการทะเลาะด่าทอกันจนพยานเข้าใจว่าเป็นเรื่องคนเมาสุราทะเลาะกัน พยานอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 25 เมตร ซึ่งแตกต่างกับที่พยานเบิกความตอบโจทก์ข้างต้นว่าอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8 เมตร พยานมองเห็นเหตุการณ์ไม่ถนัดเพราะมีรถจอดบัง หากจะมองต้องชะโงกหน้าออกไปดูซึ่งตรงกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่ปรากฏว่าจุดเกิดเหตุอยู่หน้ารถที่จอดบังพยาน

รวมทั้งที่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานไม่เห็นหน้าคนร้ายเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุมืดโดยดูออกแต่เพียงว่าเป็นวัยรุ่นตีกัน พยานอ่านหนังสือไม่ค่อยออกและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความให้ฟัง และพยานเบิกความปฏิเสธว่า ไม่ได้แจ้งตำหนิรูปพรรณของคนร้ายคือ จำเลยที่ 1 ให้เจ้าพนักงานตำรวจฟังตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การดังกล่าว กอปรกับพันตำรวจตรีประทวน ผู้จับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จับกุมจำเลยที่ 1 ตามหมายจับ แต่ปรากฏจากเอกสารดังกล่าวว่าเป็นหมายจับจำเลยที่ 1 ในคดีอื่น และได้ความจากคำเบิกความของพยานตอบโจทก์ถามติงว่า การดำเนินคดีนี้เป็นเรื่องของการขยายผล รวมทั้งร้อยตำรวจเอกณัฐพล พนักงานสอบสวนเบิกความว่า

จากการไปตรวจดูที่เกิดเหตุ แสงไฟมองเห็นได้ชัดเจนในระยะห่างประมาณ 20 เมตร ดังนั้น หากนายประจวบอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 25 เมตร นายประจวบย่อมไม่น่าจะเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน นอกจากนี้ ตามเอกสารภาพสเกตทั้งหมดที่โจทก์อ้างส่งศาลชั้นต้นกลับไม่ปรากฏลายมือชื่อของนายประจวบที่อ้างว่าได้บอกตำหนิรูปพรรณของคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจสเกตภาพคนร้ายไว้ ทำให้เป็นข้อที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นภาพสเกตของจำเลยที่ 1 ในคดีอื่นก็เป็นได้เพราะจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องรวมหลายคดี และในการชี้ตัวจำเลยที่ 1 ก็ได้ความจากนายประจวบว่าเป็นการชี้ไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ชี้ ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นคนร้ายที่ลงมือชิงทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ดีพยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมาฟังได้ว่านาฬิกาโรเล็กซ์ของกลางซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากจำเลยที่ 1 เป็นของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายชิงเอาไปและเป็นทรัพย์ที่มีราคาสูงเพราะได้ความจากผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างทำเครื่องประดับจำพวกเพชรมานานถึง 28 ปี ว่าเป็นผู้นำเพชรมาฝังที่หน้าปัดนาฬิกาด้วยตนเองกับจำตำหนิรอยลอกได้ ทั้งได้ใส่นาฬิกาเรือนดังกล่าวมา 10 กว่าปี แต่เมื่อพิจารณาถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าเป็นลูกจ้างมีรายได้เพียงวันละ 250 บาท

ทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รับนาฬิกาของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้หลงต่อสู้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงต้องยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืนด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · ธานิศ เกศวพิทักษ์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นางสาวสุพัตรา ฐิตะฐาน
ศาลอุทธรณ์ - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.548/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้