Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2516 (เลขอ้างอิง 30437)

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้เป็นข้ออุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามมาตรา 249 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.การที่มีผู้คนเอาเงินมาช่วยทำศพผู้ตายมากน้อยเพียงไรจะเอามาช่วยบรรเทาความรับผิดของจำเลย หาได้ไม่แม้ผู้ตายจะกำลังศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏว่าผู้ตายเป็นนักเรียนช่างกลปีที่ 3 แล้วซึ่งเป็นปีสุดท้ายก็อาจเรียนจบหลักสูตร และผู้ตายมีความผูกพันตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา แม้ในปัจจุบันผู้ตายยังศึกษาเล่าเรียน มิได้อุปการะบิดามารดาก็ดี บิดามารดาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเหตุขาดไร้อุปการะได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดี 4 สำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน ศาลฎีกาเรียกจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 78/2511ของศาลชั้นต้น (หมายถึงสำนวนแรก) เป็นจำเลยที่ 5 ที่ 6 และเรียกนายสมศักดิ์ วนาสวัสดิ์ นายสมยศ วนาสวัสดิ์ ที่เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนั้น เป็นจำเลยที่ 3 ที่ 4 โจทก์ทั้ง 4 สำนวนฟ้องและแก้ฟ้องมีใจความอย่างเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 ซึ่งใช้เพื่อขนส่งวัสดุในการก่อสร้างจากกรุงเทพ ฯ มายังที่ทำการก่อสร้างมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อประโยชน์พลอยได้ในการรับจ้างขนสินค้าอื่นเวลารถล่องกรุงเทพ

ฯ และได้ให้จำเลยที่ 2 จัดการแทนตามความประสงค์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีนายเป็งแสนเครือ เป็นผู้ขับรถนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และยังร่วมกับพวกที่ยังไม่ได้ฟ้องอีก 6 คน เป็นผู้ริเริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 4 เป็นผู้ได้รับสัมปทานเดินรถส่งคนโดยสารสายเชียงใหม่-ลำพูน จากทางราชการ โดยมีรถยนต์โดยสารหลายคัน รวมทั้งรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน ล.พ.00203 ซึ่งมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้ขับ ในวัตถุประสงค์ความรับผิดชอบและทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2509 นายเป็ง แสนเครือ ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 ของจำเลยที่ 1 ตามทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 บรรทุกวัสดุเครื่องก่อสร้างและสิ่งของอื่นเต็มคันตกจากกรุงเทพ

ฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งแก่จำเลยที่ 1 ณ ที่ทำการก่อสร้างดังกล่าว และส่งแก่สาขาตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่จังหวัดเชียงใหม่ รถวิ่งไปตามถนนสายลำพูน-เชียงใหม่ ได้มีรถยนต์หมายเลขทะเบียน ล.พ.00203 ขับโดยจำเลยที่ 6 ตามวัตถุประสงค์และทางการจ้างของจำเลยที่ 5 แล่นสวนทางไปเพื่อส่งคนโดยสารยังจังหวัดลำพูน นายเป็ง แสนเครือ และจำเลยที่ 6 ต่างขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยปกติชน โดยนายเป็ง แสนเครือ ได้ขับรถด้วยความเร็วสูง และขับกินทางขวาของทางโดยไม่ระมัดระวังว่าจะมีรถคันอื่นวิ่งสวนทางมา สวนกับรถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 6 ขับมาด้วยความเร็วสูงและปราศจากความระมัดระวัง ไม่หลีกเลี่ยงการชนปะทะหรือหยุดรถเสียก่อนที่รถจะสวนกัน

ทำให้ตัวถังกะบะด้านขวาของรถบรรทุกที่นายเป็ง แสนเครือ เป็นผู้ขับ ปะทะกับตัวถังด้านขวาของรถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 6 เป็นผู้ขับโดยแรง เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยไม้ พังเสียหาย ทำให้คนโดยสารได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายหลายคน นายเป็ง แสนเครือ ได้หลบหนีไป ผู้โดยสารไปกับรถหมายเลขทะเบียน ล.พ.00203 คือนางสาวศรีวรรณ จันต๊ะไพร บุตรนายสุข นางโน จันต๊ะไพร โจทก์ในสำนวนแรกถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องเสียค่าทำศพ และขาดค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นเงิน 32,900 บาท นายสากล หังสพฤกษ์ สามีนางประทิน หังสพฤกษ์ โจทก์สำนวนที่ 2 ถึงแก่ความตาย ต้องเสียค่าทำศพและค่าที่โจทก์และบุตรโจทก์ขาดไร้อุปการะ รวม 101,700 บาท นายปักฮ้อ

แซ่โต บุตรนายติ๊ก นางยัง แซ่โต โจทก์สำนวนที่ 3 ถึงแก่ความตาย ต้องเสียค่าทำศพและค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู รวม 63,100 บาท นายธงชัย ประจงพันธ์ บุตรนายเกตุ นางเชื้อ ประจงพันธ์ โจทก์สำนวนที่ 4 ถึงแก่ความตาย ต้องเสียค่าทำศพและค่าที่โจทก์ขาดค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าสิ่งของติดตัวที่หายไปรวมเป็นเงิน 63,514 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยตัวแทน ได้เจรจาว่าจะชดใช้ให้แต่ต่อมาเพิกเฉย จำเลยอื่นก็เช่นเดียวกัน จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนในจำนวนเงินดังกล่าว พร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันทั้ง 4 สำนวนว่าได้เช่าซื้อรถ ก.ท.ว.11396 มาจริง แต่ได้ให้นายสุวรรณหรือสมุทร

แซ่ด่าน เช่าไปใช้ในกิจการซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 2 และนายสุวรรณ หรือสมุทร แซ่ด่านและนายเป็ง แสนเครือ ตามฟ้อง โจทก์จะเสียหายจริงหรือไม่ จำเลยปฏิเสธทั้งสิ้น โจทก์ไม่เคยทวงถามถึง ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2ให้การทำนองเดียวกันทุกสำนวนต่อสู้ว่าบริษัทพระนครขนส่ง จำกัดเพิ่งเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2509 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 อ้างว่ากระทำการต่าง ๆ จึงไม่เป็นความจริง เพราะจำเลยที่ 2 ยังมิได้มีตัวตน จำเลยที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 ไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของนายเป็ง แสนเครือ

ใครจะควบคุมรถดังกล่าวไม่ทราบ จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าทดแทนที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ร่วมเกี่ยวข้องกับการขนส่งของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 โดยจำเลยที่ 1 ได้ให้นายสุวรรณหรือสมุทร แซ่ด่าน เช่าไปใช้ในกิจการซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโจทก์ไม่ได้เสียหายจริงดังฟ้อง และไม่เคยทวงถาม ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 แต่ผู้เดียวเป็นเจ้าของรถนั้น จำเลยที่ 6 มิได้เป็นลูกจ้างหรือวิ่งรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 การเดินรถเป็นเอกสิทธิของจำเลยที่ 6 รถของบริษัทพระนครก่อสร้าง

จำกัด เป็นฝ่ายผิดแต่ผู้เดียว ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนโจทก์เรียกสูงกว่าเป็นจริง จำเลยที่ 6 ให้การว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน ล.พ.00203 เป็นของจำเลยที่ 6 ได้นำเข้าร่วมวิ่งรับส่งคนโดยสารในเส้นทางสัมปทานของจำเลยที่ 5 โดยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยที่ 5 ตามข้อตกลงเท่านั้น จำเลยที่ 6 ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 แต่ฝ่ายเดียว ค่าใช้จ่ายในการทำศพแต่ละศพมากเกินฐานะและเกินความจริง ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู โจทก์ก็เรียกมากเกินไป และไม่เป็นที่แน่นอนค่าสิ่งของติดตัวนายธงชัยผู้ตาย ไม่ได้สูญหายตามฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า รถหมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396เป็นของจำเลยที่ 1 และอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 โดยนายเป็งแสนเครือ ลูกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ ได้ขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถชนกัน และคนที่โดยสารมาในรถยนต์หมายเลขทะเบียน ล.พ.00203 ถึงแก่ความตายตามฟ้อง จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นผู้เริ่มก่อการตั้งและเป็นกรรมการผู้จัดการ ได้แยกกิจการมาทำการขนส่งอันมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในผลแห่งการละเมิดนี้ ส่วนจำเลยที่ 5 ที่ 6 ยังไม่สมควรให้ร่วมรับผิดด้วย พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่สำนวน เป็นจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้องพร้อมทั้งดอกเบี้ย และให้ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความร้อยละ 5 ตามจำนวนเงินค่าเสียหายนั้นให้โจทก์แต่ละสำนวนด้วย

ส่วนจำเลยที่ 5 ที่ 6 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำเลยทั้งสองนี้ให้เป็นพับไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ว่า ไม่ต้องรับผิด และค่าเสียหายที่ให้ชดใช้ก็สูงเกินสมควร ส่วนจำเลยที่ 5 ที่ 6 ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าขณะเกิดเหตุละเมิด จำเลยที่ 2ยังไม่มีสภาพบุคคล ไม่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นผู้ริเริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ได้เริ่มดำเนินกิจการก่อนเมื่อเกิดละเมิดขึ้น จึงต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว เพราะเท่ากับดำเนินการของตนเอง พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ทั้งสองประเด็นนี้แม้จำเลยจะได้ให้การต่อสู้ไว้แต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้เป็นข้ออุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามมาตรา 249 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้ให้นายสุวรรณหรือสมุทร แซ่ด่าน เช่ารถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 ไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุรถหมายเลขทะเบียน ก.ท.ว.11396 อยู่ในความครอบครองและได้ใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 โดยมีนายเป็งแสนเครือ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ ปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ทางพิจารณาไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 แม้ก่อนหรือหลังมีสภาพเป็นบริษัทจำกัด และทั้งจำเลยที่ 3 ที่ 4 มีกิจการหรือผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการละเมิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายในการจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะแต่ละศพสูงเกินไป โดยเฉพาะรายที่มีคนเอาเงินมาช่วยทำบุญ ควรจะหักเงินจำนวนนั้นออกจากที่จ่ายไปจริง เห็นว่า การที่มีผู้คนเอาเงินมาช่วยทำศพผู้ตายมากน้อยเพียงไร จะเอามาช่วยบรรเทาความรับผิดของจำเลยหาได้ไม่ และศาลฎีกาได้กำหนดให้ตามที่เห็นควรแต่ละรายไป

ที่จำเลยฎีกาว่า ชอบที่จะให้จำเลยที่ 5 ที่ 6 ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดด้วย เพราะจำเลยที่ 6ได้มีส่วนร่วมประมาทในการละเมิดนี้ ประเด็นข้อนี้มิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์สำนวนที่สองและสำนวนที่สี่ตามที่ศาลฎีกากำหนดให้ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7ครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่โจทก์ขอ ให้เสียค่าฤชาธรรมเนียมโดยเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย รชตะนันทน์ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · เพรียบ หุตางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้