Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3012/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

นอกจากงานก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานเพิ่มเติมไปจากสัญญา ซึ่งโจทก์ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งงานงวดที่ 14 และที่ 15 โจทก์ส่งมอบพร้อมกันภายหลังล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่างวดทั้งสองงวดให้โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าในขณะรับมอบงานจำเลยที่ 1 ได้อิดเอื้อนหรือสงวดสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไว้ การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกโจทก์แล้วว่าจะมีคนมาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างก็เป็นเพียงคำปรารภหาใช่เป็นการสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไม่ การที่จำเลยที่ 1 รับมอบงานงวดที่ 14 และที่ 15 ทั้งที่ระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้วและให้โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 16 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายต่อไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาเป็นสำคัญ ทั้งมีงานที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำนอกเหนือสัญญาด้วย จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญานี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาให้ระงับกันไปไม่ถือเป็นการผิดสัญญา จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม และมาตรา 597

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารแมนชั่น 7 ชั้น โดยสร้างตามแบบแปลนของสำนักงานเขตหรือสำนักงานโยธาและรายการแนบท้ายให้เสร็จภายใน 18 เดือน นับจากวันได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ตกลงค่าจ้างราคา 16,700,000 บาท แบ่งชำระเป็น 16 งวด ตามผลงานที่ทำ งวดละ 1,043,750 บาท งวดสุดท้ายชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งมอบงานเมื่อโจทก์เทพื้นชั้นล่าง ติดตั้งสุขภัณฑ์ ทาสี เก็บกวาดพร้อมส่งมอบนอกจากนั้นระหว่างก่อสร้างจำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์เทถอนเพิ่มเติม และทำกระจกเป็นสีชาดำ รวมเป็นเงินเพิ่มอีก 175,640 บาท อีกด้วย โจทก์ทำงานตามสัญญาและส่วนเพิ่มเติมเสร็จกลางเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์หักเงินคืนจำเลยทั้งสองเป็นค่าก่ออิฐด้านหน้าและค่าประตูอลูมิเนียมรวมเป็นเงิน 100,000 บาท แล้ว

คงเหลือยอดเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์จำนวน 1,118,750 บาท โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามสัญญาพร้อมงานเพิ่มเติมในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระค่าจ้าง โจทก์ทวงถามโดยแจ้งไปด้วยว่าต้องเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคารอัตราสูงแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,118,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่า เงินส่วนที่หักคืนค่าก่ออิฐและประตูอลูมิเนียมเป็นส่วนไหนของสัญญาว่าจ้าง ไม่บรรยายว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่อย่างไร และเหตุใดจึงมีการหักเงินคืนจำเลย จำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 โดยลำพังเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโจทก์ ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงดสุดท้ายแก่โจทก์ แต่โจทก์ต้องหักค่าเสาเข็มเป็นเงิน 756,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระแทนโจทก์ไปก่อนออกด้วย เพราะค่าเสาเข็มรวมอยู่ในราคาที่ตกลงว่าจ้างกันแล้ว จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เทถนนเพิ่มเติมเป็นเงินเพียง 89,040 บาท และว่าจ้างโจทก์เปลี่ยนสีกระจกจากสีขาวใสเป็นสีชาดำเป็นเงินเพียง 6,000 บาท

เท่านั้น การหักเงินคืนค่าก่ออิฐด้านหน้าต้องรวมเงินค่าทาสีด้วย รวมเป็นเงิน 89,400 บาท และการหักเงินคืนค่าประตูมีทั้งประตูอลูมิเนียมและประตูไม้สักอีกหลายบานรวมเป็นเงิน 89,500 บาท มิใช่เพียงเท่าที่โจทก์อ้าง โจทก์ก่อสร้างงานเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 103 วัน ต้องเสียค่าปรับวันละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 206,000 บาท หักทอนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ค้างกับโจทก์ตามฟ้องทั้งตามสัญญาว่าจ้างไม่มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 962,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพาทษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาใจความว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าเหตุใดจึงยอมคืนเงินค่าอิฐและค่าประตูอลูมิเนียมแก่จำเลย และชิ้นงานดังกล่าวอยู่ในงานงวดใดของสัญญา ทำให้จำเลยไม่เข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาว่าจ้างก่อสร้างและงานที่ให้โจทก์ทำเพิ่มเติม สำหรับงานเพิ่มเติมจำนวนเงินรวม 175,640 บาท โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นงานเทถนนและทำกระจกอลูมิเนียมแผงหน้าสีชาดำซึ่งโจทก์หักเงินคืนเป็นค่าก่ออิฐด้านหน้า 80,000 บาท หักเงินคืนค่าประตูอลูมิเนียมเป็นเงิน 20,000 บาท แก่จำเลย

คงเหลือเงินค้าจ้างในงานเพิ่มเติม 75,000 บาท เมื่อรวมค่าจ้างในงานงวดที่ 16 จำนวน 1,043,750 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 1,118,750 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด ส่วนสาเหตุใดที่โจทก์ต้องคืนเงินค่าอิฐและค่าประตูอลูมิเนียมนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ เช่นนี้ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ทั้งตามคำให้การของจำเลยทั้งสอง ข้อ 2.3 และข้อ 2.4 จำเลยได้ต่อสู้คดีเรื่องหักคืนค่าก่ออิฐและหักคืนค่าประตูอลูมิเนียมได้ละเอียดและยังโต้แย้งในส่วนของเงินค่าก่ออิฐว่าต้องเป็นเงิน 80,320 บาท และจะต้องคืนค่าทาสีด้วย ส่วนค่าประตูอลูมิเนียมโจทก์จะต้องคืนให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 89,500 บาท ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้คดีจึงให้การเช่นว่านั้นได้ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมชอมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า งานเสาเข็มเป็นงานในสัญญาว่าจ้างหรือไม่ และการที่โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 16 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาแล้วโจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เคยว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์มาก่อน เป็นการว่าจ้างแบบเหมาทั้งหมด ต่อมาทำสัญญาว่าจ้างการก่อสร้างพิพาทจึงเป็นการเหมาค่าแรงงานและสิ่งของ ซึ่งหากมีการยกเว้นความรับผิดในราคาของงานเสาเข็มว่าโจทก์ไม่ต้องชำระก็ต้องระบุให้ชัดเจนในสัญญาที่โจทก์เป็นผู้จัดทำเองทั้งฉบับ จำเลยที่ 2 เชื่อใจโจทก์ที่เป็นเพื่อนกันมานานจึงช่วยออกเงินค่าเสาเข็มไปก่อน และตามสัญญาว่าจ้างระบุถึงสิทธิของผู้ว่าจ้างและของผู้รับจ้างไว้แล้วจึงไม่ต้องแจ้งสิทธิหรือสงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับอีก

แม้จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้โจทก์ก็จะถือว่าคู่สัญญาไม่ยึดถือสัญญาว่าจ้างในการเรียกร้องสิทธิหาได้ไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เคยบอกโจทก์แล้วว่าจะมีผู้มาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างซึ่งเป็นการทักท้วงที่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้เสร็จภายในกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าปรับตามสัญญาว่าจ้างด้วยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างการก่อสร้าง แม้ไม่ได้ระบุว่างานเสาเข็มโจทก์ไม่ต้องชำระราคาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา แต่ก็ไม่ได้ระบุถึงงานเสาเข็มไว้ในสัญญานั้น โดยงานงวดที่ 1 ระบุว่าเป็นงานก่อสร้างฐานรากซึ่งนายสวิง ช่างก่อสร้างลูกจ้างของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ภายหลังจากงานตอกเสาเข็มก็จะต้องผูกเหล็กเพื่อวางฐานราก ซึ่งงานก่อสร้างฐานรากที่นายสวิงเบิกความตรงกับงานงวดที่ 1 ที่ระบุในสัญญาว่าจ้าง

เช่นนี้งานก่อสร้างฐานรากจะทำได้ต่อเมื่องานตอกเสาเข็มเสร็จแล้วประกอบกับสัญญาดังกล่าวข้อ 8 ระบุโดยสรุปถึงความรับผิดของโจทก์ต่ออุบัติเหตุหรือภยันตรายความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากงานของโจทก์และต้องรับผิดชอบแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบริเวณที่ทำการจ้างและทรัพย์สินของผู้อื่นในบริเวณใกล้เคียงที่ก่อสร้างโดยการกระทำของคนงาน ช่าง หรือบริวารของโจทก์ด้วย เว้นแต่ในกรณีตอกเสาเข็มลงฐานรากทั้งโครงการผลเสียหายจะไม่เกี่ยวกับโจทก์ เมื่อข้อสัญญาดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากการตอกเสาเข็ม ทั้งงานก่อสร้างฐานรากเป็นงานงวดแรกตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ทำให้เชื่อว่าการซื้อและการตอกเสาเข็มไม่ได้เป็นงานในสัญญาว่าจ้างซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ตามที่โจทก์นำสืบมาและที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ต้องรับผิดในราคาเสาเข็มแต่โจทก์นำใบวางบิลค่างานเสาเข็มให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสาเข็มแทนไปก่อนเพราะขณะนั้นโจทก์ไม่มีเงินเพียงพอแล้วจะไปหักกลบกับค่าจ้างในงานงวดสุดท้ายนั้น

เห็นว่า ตามใบวางบิลประกอบคำเบิกความของนางณัฐธิสากรรมการของบริษัทไกรแสง จำกัด ผู้จำหน่ายและตอกเสาเข็มคดีนี้เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า กำหนดชำระเงินค่าเสาเข็มวันที่ 12 ธันวาคม 2539 ทำให้ฟังได้ว่ากำหนดชำระเงินค่าเสาเข็มคือวันที่ดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์รับเงินค่าจ้างในงานงวดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งโจทก์รับมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 แล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีเงินเพียงพอที่จะชำระค่าเสาเข็มในวันที่ครบกำหนดชำระได้ อีกทั้งหากจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสาเข็มก็ไม่ควรที่จะชำระค่าเสาเข็มแทนโจทก์เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระ ทั้งวันที่ลงในเช็คก็เป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะได้รับเงินค่าจ้างในงานงวดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเงินจำนวน 2,087,500 บาท

เพียง 5 วัน โจทก์ย่อมสามารถชำระค่าเสาเข็มได้เอง และระยะเวลาเพียงเท่านี้หากโจทก์ไม่ได้ชำระราคาค่าเสาเข็มก็ไม่อาจทำให้การก่อสร้างของโจทก์ล่าช้าไปได้ นอกจากนี้การว่าจ้างก่อสร้างพิพาทได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ ทั้งจำเลยยังอ้างในฎีกาอีกว่าหากมีการยกเว้นราคาของงานค่าเสาเข็มว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดก็ต้องระบุให้ชัดเจนในสัญญาเช่นนี้ ในทำนองเดียวกันหากการชำระราคาเสาเข็มของจำเลยที่ 2 เป็นการชำระแทนโจทก์ซึ่งจะนำไปหักกลบลบกันในงานงวดสุดท้าย จำเลยที่ 2 ก็ควรที่จะจดแจ้งไว้ในสัญญาให้ปรากฏหลักฐานเช่นเดียวกัน ทำให้ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟ้องน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระราคาค่าเสาเข็มซึ่งรวมถึงค่าตอกเสาเข็มด้วยทำให้ไม่อาจนำค่าเสาเข็มนี้มาหักออกจากค่าจ้างในงานงวดสุดท้ายได้

ส่วนปัญหาที่โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายล่วงพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาแล้วจะต้องเสียเบี้ยปรับให้จำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างการก่อสร้าง ข้อ 4 โจทก์ต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน หลังจากได้รับใบอนุญาตก่อสร้างและตามข้อ 17 ระบุว่าหากโจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดโจทก์ยอมให้จำเลยปรับเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท จนถึงวันงานแล้วเสร็จบริบูรณ์ทั้งโครงการ ซึ่งเกี่ยวกับใบอนุญาตก่อสร้างนี้เจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้อนุญาตได้ออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2539 ฉะนั้นระยะเวลาก่อสร้างจะสิ้นสุดในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ทางพิจารณาได้ความว่านอกจากงานก่อสร้างตามสัญญาแล้ว

จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานเพิ่มเติมไปจากสัญญาด้วย เช่น งานเทคอนกรีตถนนและเปลี่ยนสีกระจกตามแบบแปลนเป็นสีชาดำซึ่งโจทก์ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งงานงวดที่ 14 และที่ 15 โจทก์ส่งมอบพร้อมกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่างวดทั้งสองงวดนั้นให้โจทก์ด้วยเช็คลงวันที่ 25 มีนาคม 2541 ตามใบส่งมอบงานแผ่นที่ 1 ถึงที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าในขณะรับมอบงานนั้นจำเลยที่ 1 ได้อิดเอื้อนหรือสงวนสิทธิที่จะเอาเบี้ยปรับไว้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกโจทก์แล้วว่า จะมีคนมาใช้ประโยชน์ในอาคารที่ก่อสร้างก็เป็นเพียงคำปรารภในการพูดคุยธรรมดาว่าจะมีคนมาเช่าอาคารที่กำลังก่อสร้าง

หาใช่เป็นการสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ในสัญญามีระบุเรื่องเบี้ยปรับไว้แล้วจึงไม่ต้องแสดงสิทธิหรือสงวนสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับอีกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 รับมอบงวนงวดที่ 14 และที่ 15 ทั้งที่ล่วงพ้นระยะเวลาก่อสร้างสิ้นสุดแล้วและให้โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 16 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายต่อไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาเป็นสำคัญทั้งมีงานที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำนอกเหนือสัญญาด้วย จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญานี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีเจตนาให้ระงับกันไปไม่ถือเป็นการผิดสัญญาอีก ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ส่งมอบงานพ้นกำหนดเวลาสิ้นสุดตามสัญญาด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่จะไม่สงวนสิทธิแล้วเรียกเอาค่าปรับจึงฟังไม่ขึ้น

ดังนั้น จำเลยที่ 1 ไม่อาจบังคับเรียกเบี้ยปรับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคท้าย และมาตรา 597 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสาเข็มและไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากโจทก์เพื่อนำมาหักทอนกับค่าจ้างงวดสุดท้ายได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการสุดท้ายว่าค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์จำนวน 15,000 บาท สูงเกินไปสมควรกำหนดให้เพียง 3,000 บาท หรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องทุนทรัพย์เป็นเงิน 1,118,750 บาท ฉะนั้น ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเป็นเพียงร้อยละ 1.35 ของจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่อาจกำหนดค่าทนายความให้ในอัตราขั้นสูงได้ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับเดิมซึ่งใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง ทั้งคดีนี้นับแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้องถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใช้เวลาประมาณ 3 ปี และต้องพิจารณาถึงความยากง่ายของคดีประกอบด้วย ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 15,000 บาท จึงไม่สูงเกินไป ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เพียง 3,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรุฬห์ แสงเทียน · ไฟโรจน์ วายุภาพ · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7809/2540

ฎีกาโจทก์ที่ว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินเพียง 46,000 บาท น้อยเกินไป ควรจะเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า 446,000 บาท ปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในข้อนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6697/2540

เมื่อจำเลยฎีกาทั้งในส่วนของคำฟ้องเดิมและในส่วนของคำฟ้องแย้ง ในกรณีเช่นนี้การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาว่าจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกพิจารณากันคนละส่วน มิใช่พิจารณาทุนทรัพย์รวมกัน ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2526

โจทก์ว่าจ้างจำเลยซ่อมแซมรถยนต์ของโจทก์ ซึ่งจะต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นจำเลยจะต้องถูกปรับเป็นรายวันจนกว่าจะซ่อมเสร็จแต่เมื่อโจทก์ยอมรับมอบรถยนต์ที่จำเลยซ่อมเสร็จเรียบร้อยหล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2567

โจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้