Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3006/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมซื้อที่ดินที่ติดลำคลองมิใช่ติดถนนสาธารณะในราคาที่สูงมาก ทั้งที่ราคาควรจะต่ำกว่าที่โจทก์ร่วมได้ชำระไป เพราะเป็นที่ดินไม่มีทางออก การสัญจรต้องข้ามคลองเท่านั้น เมื่อโจทก์ร่วมชำระค่าที่ดินไปเพราะถูกหลอกลวง ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันชำระราคาที่ดิน จึงร้องทุกข์ได้แต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี เพื่อดูว่ามีการซื้อขายที่ดินคืน และโจทก์ร่วมขาดทุนจากการขายที่ดินคืนเสียก่อน ข้อที่จำเลยที่ 2 โอนบ้าน 1 หลังให้โจทก์ร่วมก็เป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายบางส่วนจากการกระทำผิดทางอาญาฐานฉ้อโกง มิใช่การประนีประนอมยอมความที่มีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไป ศาลล่างทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกงไปแก่โจทก์ร่วมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โดยได้หักกับราคาทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมได้รับการชดใช้มาบ้าง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาคดีอาญาตามมาตรา 44 วรรคสอง แม้เป็นคดีส่วนแพ่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะส่วนคดีอาญาก็ตาม ศาลก็บังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๐๕/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ยื่นฎีกาคดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้เท่านั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๑ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสุภาพร วัฒนาแก้วศรีเพ็ชร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในส่วนคดีอาญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ จำคุก ๒ ปี รวม ๒ กระทง เป็นจำคุกคนละ ๔ ปี ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนเงิน ๓,๔๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ ๓ โจทก์ร่วม จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นหรือนำเจ้าพนักงานที่ดินมาสืบว่าที่ดินถูกแพงอย่างไร จึงถือได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบไม่สมฟ้องและไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมไม่นำเจ้าพนักงานที่ดินมาทำแผนที่พิพาทให้ชัดเจนว่าที่พิพาทอยู่ที่ใด อยู่ติดคลองหรือไม่ กรณีเป็นที่สงสัย ควรต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินมานำสืบว่าที่ดินถูกแพงอย่างไร และมิได้ทำแผนที่พิพาทดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กล่าวอ้าง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้หลอกลวงให้โจทก์ร่วมซื้อที่ดินที่ติดลำคลองมิใช่ติดถนนสาธารณะในราคาที่สูงมาก

ทั้งที่ราคาควรจะต่ำกว่าที่โจทก์ร่วมได้ชำระไปเป็นเงินจำนวนมาก เพราะเป็นที่ดินไม่มีทางออกการสัญจรต้องข้ามคลองเท่านั้น ซึ่งหากโจทก์ร่วมรู้ความจริงก็คงไม่ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลง ดังนั้น การที่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีเจ้าพนักงานที่ดินมานำสืบยืนยันถึงราคาที่ดินก็ดี หรือมิได้ทำแผนที่พิพาทก็ดี ก็หาทำให้คดีโจทก์และโจทก์ร่วมมีพิรุธสงสัย จนต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ แม้ปรากฏว่าได้มีการตกลงซื้อที่ดินคืนก่อนมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และมีการทำสัญญาซื้อคืนและสัญญาค้ำประกันไว้ตามสัญญาจะซื้อที่ดินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ โดยกำหนดซื้อคืน ภายใน ๑ ปี ในราคาสูงกว่าเดิม ซึ่งส่วนต่างของราคานี้

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อ้างว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อเดือน และมีการชำระกันแล้วตามเอกสารหมาย ล. ๓ ก็ตาม ก็หาได้ลบล้างการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมีการหลอกลวงโจทก์ร่วมจนทำให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ไปซึ่งประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและผู้อื่นอันเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกงแต่อย่างใดไม่ ทั้งการซื้อขายที่ดินได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานตามแบบนิติกรรมที่แน่นอน แม้มีการให้ผู้ขายซื้อคืนได้ภายใน ๑ ปี ในราคาที่สูงกว่าราคาขายเดิมไม่ว่าส่วนต่างนี้จะเป็นดอกเบี้ยหรือไม่ก็ตาม ข้อนำสืบของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์และโจทก์ร่วมได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายที่ดินจริง

มิใช่เป็นสัญญาจำนองที่คู่กรณีประสงค์จะอำพรางนิติกรรมการซื้อขายดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์ร่วมชำระค่าที่ดินไปเพราะถูกหลอกลวง ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันชำระราคาที่ดิน จึงร้องทุกข์ได้แต่บัดนั้นเป็นต้นไป หาจำต้องรอให้ครบ ๑ ปี เพื่อดูว่ามีการซื้อขายที่ดินคืน และโจทก์ร่วมขาดทุนจากการขายที่ดินคืนเสียก่อนไม่ ข้อที่จำเลยที่ ๒ โอนบ้าน ๑ หลังให้โจทก์ร่วม ก็เป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายบางส่วนจากการกระทำผิดทางอาญาฐานฉ้อโกง มิใช่การประนีประนอมยอมความที่มีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไป ดังฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาเป็นข้อต่อมาว่า โจทก์ร่วมตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กับเจ้าของที่ดินโดยตรง คือนายสวัสดิ์ และได้จ่ายเงินให้นายสวัสดิ์เป็นการเสร็จเด็ดขาดแล้ว จำเลยที่ ๑ มีชื่อหลังเช็คเพื่อความสะดวกในการเบิกเงินรับค่านายหน้า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้รับเงินทั้งหมดมาแต่อย่างไร ข้อนี้พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาล้วนมีน้ำหนักรับฟังได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมให้ซื้อที่ดินทั้งสองครั้ง รวม ๔ แปลง โดยจำเลยที่ ๑ แสดงตนว่าเป็นเจ้าของ ทำให้โจทก์ร่วมเชื่อถือและจ่ายเช็คให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวม ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ. ๘ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ก็ได้นำไปเบิกเงิน

อันเป็นการกระทำเพื่อตนหาใช่ไปช่วยเบิกเงินแทนนายสวัสดิ์ โดยเป็นเพียงนายหน้าของนายสวัสดิ์ดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาโต้แย้งไม่ นอกจากนี้ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาว่า เป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเองที่ไม่ตรวจสอบหลักฐานที่สำนักงานที่ดินให้ดีก่อน จึงเป็นความสมัครใจจดทะเบียนประเภทขายเพื่ออำพรางนิติกรรมจำนองที่ดินเป็นประกัน หาใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้อาศัยช่องทางที่นางอรุณได้สนิทสนมคุ้นเคยกับโจทก์ร่วมมานานถึง ๗ ถึง ๘ ปี วางแผนหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อโดยกล่าวอ้างด้วยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นญาตินับถือกันเหมือนพี่น้อง ทำให้พฤติกรรมการหลอกลวงขายที่ดินประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนัดชี้แนวเขตที่ดินซึ่งมีการตบตาโจทก์ร่วมด้วยการย้ายหลักเขตที่ดิน จึงทำให้การชี้แนวเขตที่ดินในที่ดินแปลงอื่น

ไม่ใช่แปลงที่ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเป็นที่น่าเชื่อถือของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงหลงเชื่อโดยสนิทใจว่าที่ดินที่ชี้นั้นเป็นแปลงที่ทำการซื้อขายกันจริง จึงชำระราคาที่ดินตามที่ได้ตกลงกันไว้ หากมิได้มีการหลอกลวงโจทก์ร่วมเป็นกระบวนการต่อเนื่องโจทก์ร่วมก็คงไม่หลงเชื่อตามที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลอกลวง การที่โจทก์ร่วมมิได้ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจึงมิใช่เป็นข้อบกพร่องถึงขนาดที่จะทำให้คดีโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำผิดฐานฉ้อโกง ดังข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะส่วนคดีอาญา

คดีแพ่งจึงน่าจะตกไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คืนเงินจำนวน ๓,๔๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม จึงน่าจะคลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกงไปแก่โจทก์ร่วมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ โดยได้หักกับราคาทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมได้รับการชดใช้มาบ้าง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาคดีอาญาตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง แม้เป็นคดีส่วนแพ่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะส่วนคดีอาญาก็ตาม ศาลก็บังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในข้อหากระทำความผิดฐานฉ้อโกง และบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คืนเงินที่ฉ้อโกงแก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชา มหาคุณ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้