Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานโจทก์ชั้นสืบสวนและจับกุมเบิกความถึงการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ได้ทำการสืบสวนและจับกุมจำเลยทั้งสี่ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเฮโรอีนอย่างละเอียดทุกขั้นตอนทั้งสอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธใดๆเมื่อถูกจับกุมแล้วจำเลยทั้งสี่ต่างก็ให้การรับสารภาพและเขียนบันทึกคำรับสารภาพซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวด้วยลายมือของตนเองให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมด้วยอีกทั้งพนักงานสอบสวนซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมก็เบิกความยืนยันว่าเมื่อแจ้งข้อหาให้จำเลยทั้งสี่ทราบได้แจ้งด้วยว่าจำเลยทั้งสี่จะให้การหรือไม่ให้การหรือจะให้การอย่างไรก็ได้แต่จำเลยทั้งสี่ก็ได้ให้การรับสารภาพตนจึงพิมพ์คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามคำบอกเล่าของจำเลยทั้งสี่และในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยที่3ก็ให้การรับสารภาพทั้งจำเลยที่1ที่2และที่4ยังนำสืบข้อเท็จจริงรับว่าจำเลยทั้งสี่ได้มีการพบปะติดต่อกันจริงในวันเกิดเหตุเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535เวลากลางคืน หลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่กับนายสายันต์ เกตุชราซึ่งเป็นเยาวชนและได้แยกไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดลำพูน ได้ร่วมกันมีเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท1 น้ำหนัก 4,223 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3,420 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลศรีภูมิและตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ กับอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เกี่ยวพันกันเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสี่และนายสายันต์ได้พร้อมด้วยเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานี

รถยนต์หมายเลขทะเบียนน-5808 สิงห์บุรี และเครื่องวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ หมายเลขเครื่อง 364703 อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดโดยใช้เป็นยานพาหนะและเครื่องมือสื่อสารในการติดต่อซื้อขายและขนส่งเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกมีไว้เพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3,30, 31 2 มาตรา 83 ริบเฮโรอีนของกลางและริบรถยนต์กับเครื่องวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ของกลางเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ให้การปฎิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง,102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิต

จำเลยที่ 3ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 30 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนของกลาง และให้ริบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานีและรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าหมายเลขทะเบียน น-5808 สิงห์บุรีกับวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์หมายเลขเครื่อง 364703 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พ.ศ. 2534มาตรา 30, 31จำเลย ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อวันที่6 พฤศจิกายน 2535 มีสายลับมาแจ้งข่าวแก่พันตำรวจโทอวยพร จินตกานนท์ ที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ว่า มีกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดจะลักลอบขนเฮโรอีนจากจังหวัดเชียงใหม่ไปส่งลูกค้าแถบจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยสายลับแจ้งด้วยว่ากลุ่มพ่อค้าดังกล่าวเป็นคนตำบลวังใหม่ อำเภอวังน้ำเย็นจังหวัดปราจีนบุรี มีนายสมนึก ลีศรี จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้ามีลูกน้องคือ นายวรรณพ ต๊ะนวล จำเลยที่ 2 นายปรีชา สัญญาจำเลยที่ 3 นายธงชัย ประศรีพัฒน์ จำเลยที่ 4 และนายสายันต์เกตุชรา

บุคคลเหล่านั้นพักอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 305 รัชยาแมนชั่นอำเภอเมืองเชียงใหม่ และใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-8105อุบลราชธานี เป็นยานพาหนะ โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนในพื้นที่และพักอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 7 หอพักเรือนคำ ถนนทุ่งเวสาลีอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นคนจัดหาเฮโรอีนมาให้ ขณะที่แจ้งจำเลยที่ 1 ได้ไปที่จังหวัดชลบุรีเพื่อรับเงินค่าเฮโรอีนดังกล่าวมาจ่ายให้จำเลยที่ 2 พันตำรวจโทอวยพร จึงให้พันตำรวจตรีดุษฎี อารยวุฒิ ไปดำเนินการสืบสวนและติดตามคนกลุ่มนี้ไว้ ซึ่งพันตำรวจตรีดุษฎีได้สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาพร้อมถ่ายรูปไว้ ต่อมาวันที่ 12พฤศจิกายน 2535 สายลับคนเดิมมาพบพันตำรวจโทอวยพรและพันตำรวจตรีดุษฎีแจ้งว่าจำเลยที่ 1 กลับมาจากจังหวัดชลบุรีแล้วและพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 268/11 ถนนทุ่งโฮเต็ล

ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านภรรยาน้อย จำเลยที่ 2จะมาพบจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวเพื่อตกลงกันเรื่องการส่งมอบเฮโรอีน เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วจำเลยที่ 1 จะแจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบทางวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ หมายเลขเครื่อง364703 เพื่อให้จำเลยที่ 3 มารับจำเลยที่ 1 ไปจัดการเกี่ยวกับเงินค่าเฮโรอีน และในคืนวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์จะไปรับเฮโรอีนที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะรออยู่ที่ร้านอาหารในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่เพื่อรอฟังข่าวจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจะแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบทางวิทยุติดตามตัวหมายเลขดังกล่าวว่าได้รับเฮโรอีนไว้เรียบร้อยหรือไม่

สำหรับการขนเฮโรอีนนั้น จำเลยที่ 3จะเป็นผู้ขนเอาไปโดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียนบ-8105 อุบลราชธานี เป็นยานพาหนะไปกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 1มิได้ร่วมเดินทางไปด้วยแต่จะเดินทางไปกับรถไฟหรือเครื่องบินและจะไปรับเฮโรอีนที่สถานบริการน้ำมัน ป.ต.ท. แถวย่านรังสิตในเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 พันตำรวจโทอวยพรจึงมีคำสั่งให้พันตำรวจตรีดุษฎีกับพวกสืบสวนและติดตามพ่อค้าเฮโรอีนรายนี้ต่อไป พันตำรวจตรีดุษฎีจึงจัดชุดปฎิบัติการเป็น 3 ชุด แยกย้ายกันติดตามกลุ่มคนร้ายดังกล่าวพันตำรวจตรีดุษฎีเป็นหัวหน้าชุดที่ 1 เฝ้าสังเกตการณ์ที่บ้านเลขที่ 268/11 ถนนทุ่งโฮเต็ลชุดที่ 2 มีจ่าสิบตำรวจอินทร จันต๊ะพิงค์ เป็นหัวหน้าเฝ้าดูที่รัชยาแมนชั่นและชุดที่ 3 มีสิบตำรวจเอกสัมพันธ์

จั่นทองเพียงคนเดียวเฝ้าดูที่บริเวณหอพักเรือนคำและมีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 1 คน เป็นพนักงานวิทยุทำหน้าที่ติดต่อระหว่างชุดปฎิบัติการทั้ง 3 ชุด เวลาประมาณ 10 นาฬิกา พันตำรวจตรีดุษฎีเห็นจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ออกจากบ้านเลขที่ 268/11 ใช้รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น-5808 สิงห์บุรี เป็นยานพาหนะ พันตำรวจตรีดุษฎีกับพวกติดตามไปและถ่ายภาพไว้เป็นระยะ ๆ เวลาประมาณ 12 นาฬิกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปที่รัชยาแมนชั่นแล้วไปที่หอพักเรือนคำจำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องพักเลขที่ 7 และเดินเข้าออกระหว่างระเบียงกับห้องพักหลายครั้ง จนเวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานี มาที่หอพักเรือนคำ จำเลยที่ 1 ออกมาพบจำเลยที่ 3 และนั่งรถไปกับจำเลยที่ 3 ระหว่างทางจำเลยที่ 1 และที่ 3 แวะเข้าไปในธนาคารกสิกรไทย

สาขาช้างเผือก พันตำรวจตรีดุษฎีตามเข้าไปยืนใกล้ ๆจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 เขียนข้อความในใบถอนเงินโดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถอนจำนวน 40,000 บาท พันตำรวจตรีดุษฎีจึงออกจากธนาคารไปรอที่รถ จำเลยที่ 1 และที่ 3 กลับไปที่บ้านเลขที่268/11 และรับนางรัตนาภรณ์ไปทานอาหารและพากลับมาส่งบ้านแล้วจึงไปที่สถานีรถไฟและบริษัทการบินไทย จำกัด พันตำรวจตรีดุษฎีเข้าไปสอบถามเจ้าพนักงานขายตั๋วจึงทราบว่าจำเลยที่ 1ซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินสำหรับตัวเองเพื่อเดินทางไปกรุงเทพมหานครในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 เวลา 7.45 นาฬิกา พันตำรวจตรีดุษฎีติดตามจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปที่รัชยาแมนชั่นและเฝ้าดูอยู่จนเวลาประมาณ 17.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์

มาที่รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานีและช่วยกันตรวจเช็คสภาพรถประมาณ 15 นาที จากนั้นจำเลยที่ 3และที่ 4 กับนายสายันต์ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ร้านขายเครื่องไฟฟ้าโดยจำเลยที่ 4 นำลำโพงติดรถยนต์สีดำไปด้วย เมื่อคนทั้งสามออกจากร้านดังกล่าวพันตำรวจตรีดุษฎีให้เจ้าพนักงานตำรวจอื่นเข้าไปสอบถามคนขายได้ความว่าคนทั้งสามมาซื้อเทปพันสายไฟและนอตติดลำโพง ส่วนพันตำรวจตรีดุษฎีติดตามคนทั้งสามไปที่รัชยาแมนชั่นและทราบจากจ่าสิบตำรวจอินทรว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในห้องพักเลขที่ 305 แล้ว เวลาประมาณ 19 นาฬิกา พันตำรวจตรีดุษฎีเห็นจำเลยที่ 1 ออกจากห้องพักพร้อมหญิงสาวคนหนึ่งและขับรถจักรยานยนต์ไปจึงให้จ่าสิบตำรวจอินทรติดตามไป

หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ออกมาขึ้นรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานี โดยจำเลยที่ 3เป็นผู้ขับไปตามถนนสายเชียงใหม่-พร้าวมุ่งหน้าไปอำเภอพร้าวพันตำรวจตรีดุษฎีกับพวกติดตามไปและจอดรถรออยู่ที่บริเวณสามแยกไปอำเภอแม่ริมและคอยอยู่จนจำเลยที่ 3 กับพวกย้อนกลับมาจึงขับรถตามไป จำเลยที่ 3 จอดรถที่หน้าตลาดแม่โจ้ และลงจากรถพร้อมจำเลยที่ 4 และนายสายันต์ ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ จำเลยที่ 3เข้าไปโทรศัพท์แล้วจึงเดินทางต่อโดยมุ่งหน้าเข้าอำเภอเมืองเชียงใหม่ แต่ขับไปได้ประมาณ 100 เมตร จำเลยที่ 3 ก็จอดรถไปโทรศัพท์อีกเมื่อเข้าเขตตัวเมืองเชียงใหม่เป็นเวลา19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 แวะที่ปั๊มน้ำมันและใช้โทรศัพท์ที่ปั๊มดังกล่าว

จากนั้นได้ขับรถมุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำปาง พันตำรวจตรีดุษฎีจึงใช้โทรศัพท์มือถือสอบถามไปที่บริษัทโฟนลิ้งค์เพื่อขอทราบข้อความที่ฝากไว้สำหรับวิทยุติดตามตัวหมายเลข 364703ซึ่งได้ความว่าข้อความสุดท้ายคือ "อะไหล่รถได้แล้ว" พันตำรวจตรีดุษฎีแน่ใจว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ได้รับเฮโรอีนเรียบร้อยแล้ว จึงวิทยุแจ้งให้พันตำรวจโทอวยพรทราบว่าจำเลยที่ 3และที่ 4 กับนายสายันต์ได้ขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน บ-8105 อุบลราชธานี ออกจากอำเภอสันทรายมุ่งหน้าไปกรุงเทพมหานครแล้วขอให้พันตำรวจโทอวยพรเดินทางไปที่ตู้ยามของตำรวจทางหลวงจังหวัดลำพูนเพื่อสกัดจับเวลาประมาณ20 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถมาถึงตู้ยามดังกล่าว

พันตำรวจโทอวยพรกับพวกจึงเรียกให้หยุด ขณะนั้นพันตำรวจตรีดุษฎีกับพวกก็ตามมาถึงและร่วมกับพันตำรวจโทอวยพรตรวจค้นภายในรถยนต์และพบเฮโรอีนชนิดผงอัดเป็นแท่งซุกซ่อนอยู่ในลำโพงข้างรถจำนวน 12 แท่งจึงจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์พร้อมแจ้งข้อหาว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ให้การรับสารภาพและแจ้งให้ทราบว่าเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์เป็นเพียงผู้รับจ้างขนเท่านั้น พันตำรวจโทอวยพรสั่งให้พันตำรวจตรีดุษฎีคุมตัวจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ไปที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่และให้นำเฉพาะจำเลยที่ 3 ไปตรวจค้นห้องพักเลขที่ 305 รัชยาแมนชั่นและวิทยุสั่งการให้จ่าสิบตำรวจอินทร ซึ่งสะกดรอยติดตามจำเลยที่ 1จับจำเลยที่ 1 ไว้

ได้พร้อมยึดวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์หมายเลข364703 ไว้เป็นของกลางแล้วนำจำเลยที่ 1 ไปที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นพันตำรวจโทอวยพรได้เดินทางไปสมทบกับสิบตำรวจเอกสัมพันธ์ซึ่งเฝ้าดูจำเลยที่ 2 อยู่ที่ห้องอาหารกังสดาล ภายในโรงแรมอโนดาดและร่วมกับสิบตำรวจเอกสัมพันธ์จับจำเลยที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าหมายเลขทะเบียน น-5808 สิงห์บุรี ซึ่งจำเลยที่ 2 ใช้เป็นยานพาหนะไว้เป็นของกลาง แล้วนำตัวจำเลยที่ 2 ไปตรวจค้นที่ห้องพักเลขที่ 7 หอพักเรือนคำ พบนามบัตรโรงแรมอินทนินด้านหลังมีข้อความเขียนไว้ว่า พี่อู๊ดโอนเงินในธนาคารมาให้80,000 บาท บัตรสมาชิกของห้างตันตราภัณฑ์ 2 ฉบับ มีชื่อนายสายันต์และจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของ

สัญญาเช่าห้องพักรัชยาแมนชั่นที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่า เมื่อพันตำรวจโทอวยพรควบคุมจำเลยที่ 2 ไปถึงสำนักงานปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ได้ค้นตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงานดังกล่าวพบตั๋วเครื่องบินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้โดยสารวางอยู่หลังตู้เย็นและจากการค้นตัวจำเลยที่ 1 พบหลักฐานการโอนเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาพัทยา โอนมาที่สาขาช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ผู้โอนคือจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนคือจำเลยที่ 2 จำนวนเงิน 150,000 บาท ส่วนพันตำรวจตรีดุษฎีนำจำเลยที่ 3 ไปค้นที่ห้องพักเลขที่ 305 รัชยาแมนชั่น ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่และนายสายันต์ให้การรับสารภาพและจำเลยทั้งสี่แต่ละคนได้ทำบันทึกการรับสารภาพไว้ด้วย

ส่วนเฮโรอีนของกลางพนักงานสอบสวนได้ส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดผลการตรวจพิสูจน์ปรากฎว่าเป็นเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเฮโรอีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 3,420 กรัมจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพทำไร่อ้อยและเลี้ยงโคอยู่ที่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรี ส่วนที่จังหวัดเชียงใหม่มีกิจการไร่อ้อยและรับจ้างไถไร่อ้อยให้แก่ผู้อื่นด้วย โดยใช้รถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาจากบริษัทไทยเย็นอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในราคา 470,000 บาท ซึ่งชำระเงินไปบางส่วนในวันทำสัญญา ที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด ๆโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลกิจการและรวบรวมเงินที่ได้จากการรับจ้างไถไร่อ้อยนำไปชำระค่าเช่าซื้อ และบางครั้งจำเลยที่ 1 ต้องโอนเงินไปให้จำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อนำไปชำระค่าเช่าซื้อ

ปกติจำเลยที่ 1 จะไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เดือนละ2 ครั้ง เพราะจำเลยที่ 1 มีภรรยาน้อยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่2 คน คือ นางสาวปิยะนาถซึ่งจำเลยที่ 1 เช่าห้องพักที่รัชยาแมนชั่น เลขที่ 304 ให้อยู่ และนางรัตนาภรณ์อยู่ที่บ้านเลขที่ 268/11 ถนนทุ่งโฮเต็ล อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 และนางรัตนาภรณ์ไปจังหวัดเชียงใหม่และพักอยู่ที่บ้านของนางรัตนาภรณ์วันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 มาหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านของนางรัตนาภรณ์บอกว่ามาเที่ยวงานลอยกระทงกับจำเลยที่ 4 และนายสายันต์ จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 3 ไปรับมารดานางรัตนาภรณ์ที่โรงพยาบาลแมคคอมิค ระหว่างทางจำเลยที่ 3 แวะเบิกเงินที่ธนาคารกสิกรไทย

สาขาช้างเผือก เมื่อกลับถึงบ้านพบจำเลยที่ 2รออยู่จึงได้ชวนกันไปรับประทานอาหารข้างนอก ต่อมาเวลาประมาณ15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 3 ขับรถไปส่งจำเลยที่ 1ที่สถานีรถไฟเพื่อจะซื้อตั๋วรถไฟ แต่ตั๋วหมดจึงไปที่บริษัทการบินไทย จำกัด สาขาเชียงใหม่ และซื้อตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพมหานครในเที่ยวบินเวลา 7.45 นาฬิกา ของวันที่ 13พฤศจิกายน 2535 เพื่อไปซื้ออะไหล่รถแทรกเตอร์ที่จังหวัดสระบุรีจากนั้นจำเลยที่ 3 ขับรถไปส่งจำเลยที่ 1 ที่รัชยาแมนชั่น เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และนางสาวปิยะนาถไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารกินรีเพลส โดยโทรศัพท์เรียกจำเลยที่ 2 มาร่วมรับประทานด้วย จนเวลา 19 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับเพื่อนหญิงที่มาด้วยกันได้กลับไป

ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา มีชายประมาณ5 ถึง 6 คน ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดเข้ามาในร้านอาหารดังกล่าว แล้วชายคนหนึ่งเอาปืนจี้ที่สีข้างจำเลยที่ 1 ชายอีกคนหนึ่งชกต่อยจำเลยที่ 1 ที่ท้องและใบหน้า แล้วเอาถุงผ้ามาคลุมศีรษะจำเลยที่ 1 พาขึ้นรถยนต์ไปที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด เมื่อไปถึงเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้จำเลยที่ 1 เขียนบันทึกเหตุการณ์ในวันดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยที่ 1เขียนให้แล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้ฉีกทิ้งไปแล้วบอกให้เขียนใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ค้าเฮโรอีน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอม เจ้าพนักงานตำรวจจึงทำร้ายจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องยอมเขียนบันทึกตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกหลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจส่งจำเลยที่ 1 พร้อมกับจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ไปที่สถานีตำรวจภูธร

ตำบลแม่ปิงและนำตัวเข้ากรุงเทพมหานครในวันรุ่งขึ้น ต่อมาอีก 2 วัน พนักงานสอบสวนให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำให้การที่พิมพ์ข้อความไว้เรียบร้อยแล้วระหว่างถูกคุมขังจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อผู้บังคับการกองปราบปรามเรื่องที่ถูกบังคับให้รับสารภาพตามเอกสารหมาย ล.6 สำหรับวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางนั้นเป็นของนางรัตนาภรณ์ให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้ ซึ่งข้อความที่ว่า อะไหล่รถได้แล้วนั้นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งมาให้จำเลยที่ 1 ส่วนเงิน 150,000 บาทที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เพื่อให้จำเลยที่ 2นำไปจ่ายค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาจำเลยที่ 2 นำสืบว่า เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 2 ได้ชักชวนจำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์มารับจ้างไถไร่อ้อยที่จังหวัดเชียงใหม่โดยจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ดูแลให้จำเลยที่ 1 ตกลงและได้ค่าเช่าที่ดินอำเภอเชียงดาว

จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำไร่อ้อยด้วยวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 4 มาหาจำเลยที่ 2 ที่หอพักเรือนคำ บอกว่ามาเที่ยวงานลอยกระทงโดยมากับจำเลยที่ 3 และนายสายันต์ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2535 เวลา 22.30 นาฬิกาจำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาบอกให้จำเลยที่ 2 ไปพบที่บ้านเลขที่268/11 ถนนทุ่งโฮเต็ล และชวนกันไปหาจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ที่โรงแรมอินทนิน ในเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อจำเลยที่ 1ได้พบกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์แล้ว จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์มาร่วมทำการเกษตรที่จังหวัดเชียงใหม่ และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ย้ายไปพักที่รัชยาแมนชั่น ต่อมาเวลา 12.30 นาฬิกา ของวันที่ 12 พฤศจิกายน2535 จำเลยที่ 3 ขับรถมารับจำเลยที่ 1 ออกไปจากหอพักเรือนคำส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ที่หอพักเรือนคำจนถึงเวลา 17 นาฬิกาจึงออกไปรับนางสาวจามจุรีและกลับถึงหอพักเวลา 19.30 นาฬิกานางสาวปิยะนาถโทรศัพท์มาชวนจำเลยที่ 2 ไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารกินรีเพลส

จำเลยที่ 2 อยู่ที่ห้องอาหารกินรีเพลสประมาณ 15 นาที ก็ชวนนางสาวจามจุรีไปรับประทานอาหารต่อที่ร้านอาหารกังสดาลในโรงแรมอโนดาด ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจประมาณ 7 คน มาจับจำเลยที่ 2 แล้วพาไปที่หอพักเรือนคำเพื่อทำการตรวจค้นแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใด ๆ สำหรับบันทึกคำรับสารภาพที่แนบท้ายบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.9 นั้นจำเลยที่ 2 เขียนขึ้นเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับ ส่วนเงินที่จำเลยที่ 1 โอนมาให้จำนวน 150,000 บาท นั้นเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปชำระค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ที่ค้างอยู่ จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีโทรศัพท์มือถือและวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์ใช้ และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดต่อกันทางวิทยุติดตามตัวโฟนลิ้งค์แต่อย่างใดจำเลยที่ 4 นำสืบว่า

จำเลยที่ 4 รู้จักกับจำเลยที่ 1 มานานแล้วและรู้จักกับจำเลยที่ 2 เมื่อประมาณกลางปี 2532 เมื่อวันที่5 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 3 และนายสายันต์เดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่และเข้าพักที่โรงแรมอินทนินจำเลยที่ 4 ตามหาจำเลยที่ 1 และทราบว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 4 ไปหาจำเลยที่ 2ที่หอพักเรือนคำ จำเลยที่ 2 ชวนจำเลยที่ 4 ไปที่รัชยาแมนชั่นเพื่อดูว่าจำเลยที่ 1 อยู่หรือไม่ แต่ไม่พบผู้ใด ต่อมาวันที่ 12พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 4 ไปที่รัชยาแมนชั่นเพื่อจะปรึกษาเรื่องทำไร่อ้อย เมื่อจำเลยที่ 4 ไปที่รัชยาแมนชั่นได้พบกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 บอกให้จำเลยที่ 4รออยู่ที่รัชยาแมนชั่น

ส่วนจำเลยที่ 3 ขับรถออกไปและในวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์เดินทางกลับจากจังหวัดปราจีนบุรี โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับรถยนต์ เมื่อมาถึงจุดตรวจมีเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้หยุดและทำการตรวจค้นภายในรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 ขับ พบเฮโรอีนซ่อนอยู่ในรถจึงตั้งข้อหาจำเลยที่ 4ว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 และนายสายันต์มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งระหว่างนั้นจำเลยที่ 3 บอกให้จำเลยที่ 4 เฉยไว้แล้วจะเล่าให้ฟัง ขณะจับกุมไม่มีใครพูดว่าเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายและถูกบังคับให้เขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 3 มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในวันเกิดเหตุในความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 3 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยที่ 4 ถูกจับพร้อมจำเลยที่ 3และเฮโรอีนของกลางที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า

ไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องนั้น โจทก์มีพันตำรวจโทอวยพร จินตกานนท์ พันตำรวจตรีดุษฎี อารยวุฒิ จ่าสิบตำรวจอินทร จันต๊ะพิงค์ และสิบตำรวจเอกสัมพันธ์ จั่นทอง มาเบิกความโดยพันตำรวจโทอวยพรและพันตำรวจตรีดุษฎีเบิกความว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 มีสายลับแจ้งให้พยานทราบว่า มีกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดจะขนเฮโรอีนจากจังหวัดเชียงใหม่ไปส่งให้ลูกค้าแถบจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และได้ระบุชื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวว่าเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี มีนายสมนึกหรืออู๊ด ลีศรีจำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้า มีนายปรีชา สัญญา จำเลยที่ 3 นายสายันต์ เกตุชราและนายธงชัยหรือนกเขา ประศรีพัฒน์ จำเลยที่ 4ร่วมดำเนินการด้วย โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียนบ-8105 อุบลราชธานี เป็นยานพาหนะ

มีนายวรรณพ ต๊ะนวล จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นคนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้จัดหาเฮโรอีนให้กลุ่มบุคคลดังกล่าว จำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าสีฟ้าหมายเลขทะเบียน น-5808 สิงห์บุรี และจะทำการขนเฮโรอีนกันหลังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 พันตำรวจโทอวยพรจึงมอบหมายให้พันตำรวจตรีดุษฎีไปดำเนินการสืบสวนเพื่อจับกุม และได้ความจากพันตำรวจตรีดุษฎี จ่าสิบตำรวจอินทรและสิบตำรวจเอกสัมพันธ์ว่า หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากพันตำรวจโทอวยพรแล้วพันตำรวจตรีดุษฎีกับพวกซึ่งมีจ่าสิบตำรวจอินทรและสิบตำรวจเอกสัมพันธ์รวมอยู่ด้วยก็ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของจำเลยทั้งสี่และนายสายันต์ที่มีการพบปะติดต่อกันตลอดเวลามาโดยได้มีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานตามภาพถ่าย

หมาย จ.1 จ.10 ถึง จ.15โดยเฉพาะในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งพันตำรวจโทอวยพรและพันตำรวจตรีดุษฎีได้รับแจ้งจากสายลับว่า พวกจำเลยจะขนเฮโรอีนกันในวันนั้น พันตำรวจตรีดุษฎีจึงจัดการแบ่งกำลังตำรวจออกเป็น3 ชุด คอยติดตามพวกจำเลยตั้งแต่ตอนเช้าตลอดทั้งวัน จนกระทั่งจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ได้พร้อมเฮโรอีนของกลางในท้องที่จังหวัดลำพูน ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสายันต์ให้การว่าเฮโรอีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 จึงมีการจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเห็นได้ว่าการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจชุดนี้ได้กระทำอย่างละเอียดทุกขั้นตอน คำเบิกความก็สอดคล้องต้องกันไม่มีพิรุธใด ๆ เมื่อจำเลยทั้งสี่ถูกจับกุมแล้วต่างก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย

จ.9 แผ่นที่ 1 และ 2 จำเลยทั้งสี่ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมด้วย ตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 4 ถึงแผ่นที่ 9 บันทึกคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว พันตำรวจตรีจักรา ปิ่นปัก พนักงานสอบสวนซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจำเลยทั้งสี่ก็เบิกความยืนยันว่าเมื่อแจ้งข้อหาให้จำเลยทั้งสี่ทราบได้แจ้งด้วยว่าจำเลยทั้งสี่จะให้การหรือไม่ให้การหรือจะให้การอย่างไรก็ได้ แต่จำเลยทั้งสี่ก็ได้ให้การรับสารภาพ พันตำรวจตรีจักราจึงพิมพ์คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามคำบอกเล่าของจำเลยทั้งสี่ตามที่ปรากฎในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสี่เอกสารหมาย

จ.32 ถึง จ.35 การที่จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเมื่อถูกจับและทำบันทึกการรับสารภาพให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับ ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับสารภาพ และในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพทั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังนำสืบข้อเท็จจริงรับว่าจำเลยทั้งสี่ได้มีการพบปะติดต่อกันจริงในวันเกิดเหตุเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์เช่นนี้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยที่ 1และที่ 2 อ้างว่าให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ เมื่อนำคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ซึ่งถูกจับพร้อมกับจำเลยที่ 3 และเฮโรอีนของกลาง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้จะไม่มีเฮโรอีนอยู่ในครอบครองขณะถูกจับกุม ก็เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 3 ตามฟ้องจริง ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · จิระ บุญพจนสุนทร · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้