Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2995/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เอาประกันภัยกับจำเลยสำหรับค่าทดแทนลูกจ้างของโจทก์ในระดับผู้จัดการร้านสาขา ถ้าโจทก์มีความรับผิดต้องจ่ายค่าทดแทนจำเลยจะต้องชดใช้เงินทุกจำนวนที่โจทก์จะต้องรับผิดนั้นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทข้อ 5 ระบุว่า"ค่าเบี้ยประกันภัยจะต้องคิดตามจำนวนค่าแรงและเงินเดือนตลอดทั้งรายได้อื่นๆที่ผู้เอาประกันจ่ายให้แก่ลูกจ้างในระหว่างระยะเวลาประกันภัยระยะหนึ่ง ๆ ........." ดังนั้นการแจ้งจำนวนรายได้ที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยจ่ายให้ลูกจ้างจึงเป็นข้อสารสำคัญ เมื่อโจทก์แจ้งจำนวนเงินผิดไปถึง 10 เท่าตัวเศษเป็นผลทำให้จำเลยไม่อาจเรียกเบี้ยประกันภัยซึ่งตนมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยถึง 200,000 บาทเศษ ถือได้ว่าเป็นการไม่เปิดเผยข้อความจริงที่ควรต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบในเวลาทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยฉบับพิพาทจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ในสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงทุกข้ออันอาจจะทำให้ผู้รับประกันภัยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาด้วย แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะระบุให้จำเลยมีสิทธิตรวจดูสมุดบัญชีก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงนี้เองไม่ และจะถือว่าจำเลยควรจะทราบข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่ได้ดุจกัน เมื่อผู้จัดการร้านสาขาคนหนึ่งของโจทก์ถึงแก่ความตายในขณะปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ได้แจ้งรายได้อื่น ๆ ของผู้ตายนอกจากเงินเดือนให้จำเลยทราบด้วยแล้ว จำเลยไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรมภายใน 1 เดือนนับแต่นั้น แต่การที่จำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมรายนี้ได้ จำเลยจะต้องรู้ข้อเท็จจริงมากกว่านั้นคือต้องคำนวณจากรายได้ที่แท้จริงทั้งหมดของผู้จัดการร้านสาขาของโจทก์ทั้งหมด เพื่อจะได้ความว่าโจทก์ปกปิดข้อความจริงใดอันจะทำให้สัญญาประกันภัยตกเป็นโมฆียะหรือไม่ เมื่อจำเลยสอบถามไปโจทก์ก็ไม่ตอบให้จำเลยทราบจนกระทั่งฟ้องจำเลยแล้วและจำเลยก็ได้บอกล้างไปภายใน 1 เดือนนับแต่จำเลยได้สอบถามไปกรณีจึงไม่ต้องด้วยวรรคสอง ของมาตรา 865

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยค่าทดแทนสำหรับคนงานประเภทต่าง ๆ กับจำเลย ต่อมานายมนตรีคนงานของโจทก์ถูกคนร้ายดักปล้นเงินและถูกอาวุธปืนของคนร้ายถึงแก่ความตาย โจทก์แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ต่อมากรมแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าทดแทนให้ทายาทนายมนตรีรวมเป็นเงิน ๑๕๕,๐๐๐ บาท โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระเงินจำนวนนี้ แต่จำเลยปฏิเสธและได้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตบอกล้างกรมธรรม์ฉบับพิพาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๕๕,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า ภายหลังที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทน จำเลยได้แจ้งให้โจทก์แสดงรายละเอียดของลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการร้านต่าง ๆ ว่าได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าแรงอื่น ๆ เป็นรายบุคคลว่าเป็นจำนวนเท่าใดแต่โจทก์ไม่ยอมส่งรายละเอียดตามที่จำเลยต้องการ แสดงว่าโจทก์รู้แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นจำเลยจึงบอกล้างกรมธรรม์ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์รู้แล้วละเว้นเสียไม่แจ้งจำนวนเงินค่าจ้างที่จ่ายให้ผู้จัดการร้านสาขาของโจทก์ตามความเป็นจริงให้จำเลยทราบซึ่งจำเลยจะต้องเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยสูงกรมธรรม์ประกันภัยจึงเป็นโมฆียะเมื่อบอกล้างแล้วย่อมตกเป็นโมฆะโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม พิพากษาให้จำเลยคืนเบี้ยประกัน ๒๓,๓๕๙.๓๘ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้วพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน ๑๕๕,๐๐๐ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ โจทก์เอาประกันภัยค่าทดแทนสำหรับลูกจ้างโจทก์ในระดับผู้จัดการร้านสาขาทั้งหมดเป็นจำนวนเงินตามรายได้ของบุคคลเหล่านี้คือ ๑,๑๕๘,๑๖๔ บาทโดยคำนวณจากยอดเงินเดือนในปี ๒๕๑๐ เพราะยอดเงินที่แท้จริงในปีที่เอาประกันไม่อาจทราบล่วงหน้าได้ โจทก์จำเลยตกลงกันว่าเมื่อใกล้จะสิ้นกำหนดระยะเวลาประกัน โจทก์ต้องแจ้งยอดเงินได้ที่แท้จริงให้จำเลยใหม่เพื่อคำนวณเบี้ยประกันภัยสำหรับปีที่เอาประกันภัยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อปรับเบี้ยประกันภัยให้ตรงกับที่เป็นจริง ในปลายปี ๒๕๑๑ โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่า เงินเดือนค่าจ้างของผู้จัดการร้านสาขาในปี ๒๕๑๑ ที่แท้จริงคือ ๑,๓๙๓,๒๔๕ บาท จำเลยจึงเรียกเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นตามส่วน

เงินจำนวนดังกล่าวเป็นแต่เงินเดือนโดยเฉพาะไม่รวมถึงค่าจ้างอื่น ๆ สำหรับรายได้ทั้งหมดของผู้จัดการร้านสาขาของโจทก์ทุกร้านใน พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๑๕,๑๙๔,๐๕๖.๗๘ บาท วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ข้อ ๕ ระบุว่า "ค่าเบี้ยประกันภัยจะต้องติดตามจำนวนเงินค่าแรงและเงินเดือนตลอดทั้งรายได้อื่น ๆ ที่ผู้เอาประกันจ่ายให้แก่ลูกจ้างในระหว่างระยะเวลาประกันภัยระยะหนึ่ง ๆ ........" ตามกรมธรรม์ข้อนี้จะเห็นได้ว่ารายได้อันแท้จริงของผู้จัดการร้านสาขาทั้งหมดใน พ.ศ. ๒๕๑๑ คือ ๑๕,๑๙๔,๐๕๖.๗๘ บาท แทนที่จะเป็น ๑,๓๙๓,๒๔๕ บาท ดังที่โจทก์แจ้งจำเลย การที่โจทก์แจ้งจำนวนเงินผิดไปถึง๑๐ เท่าตัวเศษนี้ เป็นผลทำให้จำเลยไม่อาจเรียกเบี้ยประกันภัยซึ่งตนมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ

อันถือได้ว่าเป็นการไม่เปิดเผยข้อความจริงที่ควรต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบในเวลาทำสัญญาประกันภัย คือตอนคิดคำนวณเบี้ยประกันภัยรายปีนั่นเองสัญญาประกันภัยฉบับพิพาทจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ เมื่อสัญญาประกันภัยข้อ ๕ ระบุไว้ดังกล่าวแล้ว การแจ้งจำนวนที่แท้จริงของผู้จัดการร้านสาขาทั้งหมดจึงเป็นข้อสารสำคัญแม้จะเป็นการประกันภัยประเภทเหมาก็ตาม ในสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงทุกข้ออันอาจจะทำให้ผู้รับประกันภัยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาด้วย แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะระบุให้จำเลยมีสิทธิตรวจดูสมุดบัญชีก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงนี้เองไม่ และจะถือว่าจำเลยควรจะทราบข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่ได้ดุจกัน

แม้โจทก์ได้แจ้งรายได้อื่น ๆ ของลูกจ้างผู้ตายนอกจากเงินเดือนให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๑๑ แต่การที่จะบอกล้างโมฆียะกรรมรายนี้ได้ จำเลยจะต้องคำนวณรายได้ที่แท้จริงทั้งหมดของผู้จัดการร้านสาขาทั้งหมดเพื่อจะได้ทราบว่าโจทก์ได้ปกปิดข้อความจริงใดอันจะทำให้สัญญาประกันภัยตกเป็นโมฆียะหรือไม่ จำเลยทวงถามโจทก์ในเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๓ โจทก์ไม่ตอบ จนกระทั่งฟ้องคดีนี้แล้วจึงแจ้งให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยไม่ทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมนี้ได้ก่อนวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๓ จำเลยจึงบอกล้างในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ได้ กรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๕ วรรค ๒

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานินทร์ กรัยวิเชียร · ดวง ดีวาจิน · มงคล วัลยะเพ็ชร์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวินิจ วินิจนัยภาค
ศาลอุทธรณ์ - นายชุมพล จันทราทิพย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้