Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2987/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดที่พิพาท แต่โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่ผู้เดียว และโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 แต่แล้วโจทก์ที่ 1 กลับใช้สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินร่วมฟ้องเรียกที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1 คืนจากจำเลยที่ 2 เช่นนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เอกสารสัญญาเช่าซื้อนั้น แม้ในขณะทำสัญญากันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์แต่ต่อมาได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว จะโดยผู้อ้างปิดอากรแสตมป์เองหรือผู้อ้างจะขอศาลให้สั่งเจ้าหน้าที่สรรพากรจัดการปิดให้ก็มีผลเช่นเดียวกัน ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อโรงงานทำน้ำแข็งและอุปกรณ์เครื่องทำน้ำแข็งพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 2 ได้ก่อสร้างลงในที่ดินโฉนดที่ 2295 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ และโจทก์ที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในที่ดิน โดยโจทก์ที่1และจำเลยที่1ได้ยินยอมให้ปลูกลงในที่ดินเพื่อให้โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อ แต่โจทก์ที่ 1 ยังชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ที่ 2 ยังไม่ครบถ้วน โรงงานน้ำแข็งและเครื่องทำน้ำแข็งจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โรงงานน้ำแข็งและเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำแข็งดังกล่าวจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอันผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกทำลงไว้ในที่ดินนั้น จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดที่ 2295 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 แม้ภายหลังต่อมาที่ดินโฉนดที่ 2295 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายฝาก โรงงานน้ำแข็งและเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำแข็งก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 1 ออกจากโรงงานทำน้ำแข็ง และเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองโรงงานทำน้ำแข็งพิพาทจากโจทก์ที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์ที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ๒ แปลงอยู่ติดต่อกัน ต่อมาได้ขอออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคือโฉนดที่ ๒๒๙๕ มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ให้โจทก์ที่ ๒ ก่อสร้างโรงงานทำน้ำแข็งบนที่ดิน โดยโจทก์ที่ ๑ เช่าซื้อจากโจทก์ที่ ๒ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ได้เช่าซื้อเครื่องทำน้ำแข็งพร้อมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆจากโจทก์ที่ ๒ ติดตั้งในโรงงานอีก เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ จำเลยที่ ๑ได้นำที่ดินโฉนดดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายฝากไว้กับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน ๑ ปี โดยโจทก์ที่ ๑ ไม่ทราบ

ทั้งนี้จำเลยที่ ๑ ปกปิดและสมคบกับจำเลยที่ ๒ ฉ้อโกงโจทก์ โจทก์ที่ ๑ ในฐานะเป็นเจ้าของที่ดินและโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ให้เช่าซื้อโรงน้ำแข็ง กรรมสิทธิ์ที่ดินและโรงน้ำแข็งยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ จึงขอศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดที่ ๒๒๙๕ ให้จำเลยทั้งสองแก้ทะเบียนกรรมสิทธิ์ ฯลฯ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ขอยืมเงินจำเลยที่ ๒ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้เงินจากจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๓๘๐,๐๐๐ บาทได้ใช้ชำระหนี้แก่ธนาคาร ๑๗๗,๐๐๐ บาท แล้วทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ รับซื้อฝากที่ดินและโรงงานทำน้ำแข็งรายพิพาทไว้ เมื่อต้นเดือนธันวาคม ๒๕๑๓ โจทก์ที่ ๑ ได้ขอเช่าทรัพย์รายพิพาท แต่ตกลงกันไม่ได้ในเรื่องกำหนดระยะเวลาเช่าจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๑ จึงขอซื้อทรัพย์พิพาทคืนจำเลยที่ ๒ ยอมตกลงขายให้ในราคา ๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่ต้องซื้อทรัพย์คืนภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๑๔ มิฉะนั้นจำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ จะต้องส่งมอบโรงงานทำน้ำแข็งและดำเนินการโอนชื่อผู้รับอนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมทำโรงน้ำแข็งมาเป็นของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ตกลงด้วย แต่แล้วโจทก์ที่ ๑ กลับมาฟ้องเป็นคดีนี้

อุปกรณ์การทำน้ำแข็งเป็นส่วนควบของโรงงานทำน้ำแข็งและโรงงานทำน้ำแข็งเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดที่ ๒๒๙๕ ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตแล้ว สิทธิในโรงน้ำแข็งและอุปกรณ์การทำน้ำแข็งรายพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ ๒ โจทก์จึงไม่อาจนำหนังสือสัญญาเช่าซื้อมายันจำเลยที่ ๒ ได้ทรัพย์พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ การที่โจทก์ที่ ๑ ยังคงอยู่ในทรัพย์พิพาทเป็นการละเมิด ทำให้จำเลยที่ ๒ขาดประโยชน์จากการนำทรัพย์รายพิพาทให้เช่า ซึ่งจะได้ค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๗ เดือน ๒๕ วัน เป็นเงิน ๔๗,๐๐๐ บาทขอศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ขับไล่โจทก์ออกจากทรัพย์พิพาทให้โจทก์ที่ ๑ ใช้ค่าเสียหาย ๔๗,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๖,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์ที่ ๑ ส่งมอบโรงทำน้ำแข็งรายพิพาทแก่จำเลยที่ ๒และให้โจทก์ที่ ๑ โอนใบอนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมทำโรงน้ำแข็งมาเป็นของจำเลยที่ ๒ ฯลฯ

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่เคยเสนอขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งไม่เคยสัญญาว่าจะโอนใบอนุญาตตั้งโรงน้ำแข็ง หรือได้มอบใบอนุญาตให้ขยายโรงงานทำน้ำแข็งของโจทก์ที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ และก็ไม่เคยขอเช่าหรือขอซื้อทรัพย์รายพิพาทคืนจำเลยที่ ๒ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท เพราะได้มาโดยไม่สุจริต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๙๕ เฉพาะที่ดินส่วนของโจทก์ที่ ๑ และโรงงานทำน้ำแข็งของโจทก์ที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไปจัดการขอแก้ทะเบียนกรรมสิทธิ์หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ ๒ ที่จะฟ้องเรียกเอาดอกผลตามส่วนของตนในฐานะเจ้าของรวมภายในอายุความ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ เฉพาะการขายฝากโรงงานทำน้ำแข็งที่เป็นของโจทก์ที่ ๒ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเชื่อว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ ๑ เอาที่ดินและโรงน้ำแข็งไปขายฝากจำเลยที่ ๒ เมื่อที่ดินพิพาทโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย แต่ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว และโจทก์ที่ ๑ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ แต่แล้วโจทก์ที่ ๑ กลับใช้สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินร่วมฟ้องเรียกที่ดินส่วนของโจทก์ที่ ๑ คืนจากจำเลยที่ ๒ เช่นนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเชื่อว่าโรงน้ำแข็งและเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำแข็งพิพาท

โจทก์ที่ ๒ ให้โจทก์ที่ ๑ เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อที่ได้ทำกันไว้ ส่วนเอกสารสัญญาเช่าซื้อนั้น แม้ในขณะทำสัญญากันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่ต่อมาได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้วจะโดยผู้อ้างปิดอากรแสตมป์เองหรือผู้อ้างจะขอศาลให้สั่งเจ้าหน้าที่สรรพากรจัดการปิดให้ ก็มีผลเช่นเดียวกัน ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนข้อฎีกาที่ว่าโจทก์ที่ ๒ มีเครื่องผลิตน้ำแข็งราคาเป็นจำนวนสูงให้เช่าซื้อ แต่โจทก์ที่ ๒ ไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ไม่จดทะเบียนการค้า นั้นเห็นว่าถ้าเป็นความจริงก็เป็นเรื่องความไม่สมบูรณ์ในการประกอบกิจการค้าของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ เมื่อโรงงานทำน้ำแข็งและอุปกรณ์เครื่องทำน้ำแข็งพิพาทเป็นของโจทก์ที่ ๒ ได้ก่อสร้างลงในที่ดินโฉนดที่ ๒๒๙๕ ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ และโจทก์ที่ ๑มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโดยโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้ยินยอมให้ปลูกลงในที่ดินเพื่อให้โจทก์ที่ ๑ เช่าซื้อ แต่โจทก์ที่ ๑ ยังชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ที่ ๒ ยังไม่ครบถ้วน

โรงงานน้ำแข็งและเครื่องทำน้ำแข็งจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๑ โรงงานน้ำแข็งและเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำแข็งดังกล่าวจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอันผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกทำลงไว้ในที่ดินนั้น จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดที่ ๒๒๙๕ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๙แม้ภายหลังต่อมาที่ดินโฉนดที่ ๒๒๙๕ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ตามหนังสือสัญญาขายฝาก โรงงานน้ำแข็งและเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำแข็งก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๒ ไม่ใช่ส่วนควบของที่ดิน จึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ที่ ๑ ออกจากโรงงานทำน้ำแข็งและเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยที่ ๒ มิได้ครอบครองโรงงานทำน้ำแข็งพิพาทจากโจทก์ที่ ๑

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายสัมฤทธิ์ ทิพยโกศัย
ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้