Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว การที่จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและต้องอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุดเพราะโจทก์อุทธรณ์ เรือนจำพิเศษมีนบุรีจึงหาใช่ภูมิลำเนาของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 ไม่ ทั้งการที่จำเลยต้องอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีก็มิใช่เป็นการย้ายถิ่นที่อยู่ของจำเลยด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 41 ด้วย และกรณีของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยการที่บุคคลใดเลือกเอาถิ่นใดโดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อทำการใดอันจะถือว่าเรือนจำพิเศษมีนบุรีเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 อีกเช่นกัน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยอันมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 58, 33 ริบเงินสดจำนวน 400 บาท ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.4230/2545 ของศาลอาญาเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย.4230/2545 ของศาลอาญาที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3660/2544 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 18 เดือน 20 วัน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.4230/2545 ของศาลอาญาเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 24 เดือน 20 วัน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน วางโทษจำคุก 4 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 7 ปี 40 วัน นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.4230/2545 ของศาลอาญามาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน 40 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้น โจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ระบุไว้ในทะเบียนราษฎร์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้มาตรา 47 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะบัญญัติว่าภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัวก็ตาม

การที่จำเลยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและต้องอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีนั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุดเพราะโจทก์อุทธรณ์ เรือนจำพิเศษมีนบุรีจึงหาใช่ภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ดังกล่าวไม่ ทั้งการที่จำเลยต้องอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีก็มิใช่เป็นการย้ายถิ่นที่อยู่ของจำเลยด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ด้วย และกรณีของจำเลยก็ไม่ต้องด้วยการที่บุคคลใดเลือกเอาถิ่นใดโดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อทำการใดอันจะถือว่าเรือนจำพิเศษมีนบุรีเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 อีกเช่นกัน

ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยอันมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยนั้นเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกจีรยุทธ

จิตใจกล้า มาเบิกความว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 เวลาช่วงเช้า พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บริเวณซอยโรงน้ำปลา หมู่ที่ 6 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน พยานกับพวกจึงวางแผนล่อซื้อโดยสายลับแจ้งด้วยว่าลักลอบจำหน่ายในราคาเม็ดละ 100 บาท พยานจึงนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท ไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี หลังจากนั้นพยานได้เดินทางไปใกล้กับบริเวณที่เกิดเหตุเวลา 14 นาฬิกาเศษ และปล่อยสายลับไปล่อซื้อ หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที สายลับได้กลับมาพร้อมนำเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด มามอบให้และแจ้งว่าซื้อมาจากนายขาว อายุประมาณ 35 ถึง 40 ปี พร้อมกับบอกลักษณะของนายขาวรวมทั้งการแต่งตัวและทรงผม

พยานกับพวกจึงเดินทางไปที่ซอยดังกล่าวพบจำเลยมีลักษณะและแต่งตัวเหมือนกับที่สายลับได้แจ้งไว้ จึงเข้าตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด จำเลยให้การรับสารภาพว่าธนบัตรที่ตรวจค้นได้จากที่ตัวจำเลยนั้น จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนก่อนที่พยานกับพวกจะเข้าจับกุม พยานจึงให้จำเลยลงชื่อรับรองไว้ในสำเนาธนบัตรดังกล่าวที่ได้ถ่ายสำเนาไว้ พยานได้ทำบันทึกการจับกุมไว้ด้วย และให้จำเลยเขียนคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเอง จากนั้นพยานกับพวกนำตัวจำเลยพร้อมของกลางส่งมอบต่อพนักงานสอบสวน โดยพยานโจทก์ปากนี้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นชุมชนที่มีคนอาศัยอยู่จำนวนมากพอสมควร และวันดังกล่าวพยานจำไม่ได้ว่าจะมีการจับกุมผู้ต้องหารายอื่นอีกด้วยหรือไม่ โดยโจทก์มีสิบตำรวจเอกจุมพล

สุทธิประภา มาเบิกความทำนองเดียวกัน โดยพยานโจทก์ปากนี้เบิกความว่า ก่อนจับกุมจำเลยประมาณ 1 สัปดาห์ พยานสืบทราบว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีการมั่วสุมลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงจัดหาสายลับเพื่อเข้าไปล่อซื้อ วันเกิดเหตุสายลับมาพบพยานเวลาประมาณเที่ยงและพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานกับพวกจับกุมจำเลยได้เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จุดที่พยานกับพวกซุ่มอยู่มองไม่เห็นขณะที่สายลับเข้าไปล่อซื้อ ขณะที่สายลับไปล่อซื้อจึงไม่ทราบว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากใคร เมื่อสายลับซื้อได้แล้วจึงแจ้งว่าซื้อจากนายขาวจำเลยและพยานตอบโจทก์ถามติงว่า ขณะที่เข้าไปจับกุมจำเลยนั้น ได้มีการแสดงตัวต่อบุคคลอื่นบริเวณใกล้เคียงอีกประมาณ 2 ถึง 3 คน และพันตำรวจตรีคารม

พรมคุณ พนักงานสอบสวนเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งมอบหลายคน พยานจำไม่ได้ว่าคดีอะไรบ้าง แต่มีจำเลยรวมอยู่ด้วย 1 คน เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ชุดจับกุมนั้นสืบทราบแต่เพียงว่าในซอยโรงน้ำปลามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นคนลักลอบจำหน่าย และเหตุใดจึงมีการวางแผนล่อซื้อโดยไม่ทราบว่าใครเป็นเป้าหมายที่ต้องการจะล่อซื้ออันเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไร้เหตุผล ทั้งการที่ร้อยตำรวจเอกจีรยุทธเบิกความว่าช่วงเช้าพยานได้รับแจ้งจากสายลับ แต่สิบตำรวจเอกจุมพลกลับเบิกความว่าสายลับไปพบพยานเวลาประมาณเที่ยง ความแตกต่างเบื้องต้นในลักษณะเช่นนี้ก็ก่อให้เกิดความสับสนแล้วว่าเหตุใดพยานทั้งสองซึ่งเป็นชุดจับกุมเดียวกันจึงเบิกความไม่สอดคล้องกัน

ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อสายลับไปล่อซื้อแล้วกลับมาบอกพยานว่าซื้อจากจำเลยโดยระบุชื่อและรูปลักษณะรวมทั้งการแต่งตัวของจำเลยเช่นนี้ เมื่อซอยโรงน้ำปลาที่เกิดเหตุเป็นชุมชนที่มีคนอาศัยอยู่จำนวนพอสมควรตามที่ร้อยตำรวจเอกจีรยุทธเบิกความ พยานจะต้องใช้เวลาในการหาตัวจำเลยหรือไม่ หากต้องใช้เวลา จะต้องใช้เวลานานเท่าไร และเหตุใดจึงต้องตรวจค้นตัวบุคคลอื่นอีก 2 ถึง 3 คน ตามที่สิบตำรวจเอกจุมพลตอบโจทก์ถามติงในเมื่อพยานประสงค์ที่จะจับกุมผู้ที่ถูกล่อซื้อเท่านั้น นอกจากนี้ การที่รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ข้อที่ 6 ที่ระบุเวลาของการบันทึกการนำธนบัตรไปล่อซื้อไว้ที่เวลา 14.35 นาฬิกา เหตุใดผู้จับกุมทั้งหมดจึงไปถึงใกล้ที่เกิดเหตุเวลา 14 นาฬิกาเศษและจับกุมจำเลยได้ในเวลา 15 นาฬิกา ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีจนถึงจับกุมจำเลยได้นั้นกระชั้นชิดกันจนก่อให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงสามารถกระทำการได้อย่างรวดเร็วนัก

ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้มาก่อนว่าใครเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในซอยที่เกิดเหตุดังกล่าว ทั้งบัญชีของกลางคดีอาญากลับระบุว่าเป็นของกลางตาม ป.จ.ว. ข้อที่ 15 ก็ขัดกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่ระบุว่าเป็นลำดับที่ 6 เมื่อรวมข้อพิรุธของพยานโจทก์ดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นในการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาเบิกความ ตลอดจนจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพเพราะถูกทำร้ายพยานโจทก์จึงเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าในวันเกิดเหตุได้มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่โจทก์ฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น สำหรับเงิน 400 บาท ของกลาง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ริบ แต่ศาลล่างทั้งสองยังไม่สั่งคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน 20 วัน บวกโทษจำคุก 6 เดือน เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุก 3 ปี 12 เดือน 20 วัน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและให้คืนเงิน 400 บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ · สิทธิชัย รุ่งตระกูล · ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้