Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2969/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จะพิจารณาว่าคำสั่งใดเป็นคำสั่งในทางบริหารจัดการในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้อำนวยการจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฯ มาตรา 19 หรือเป็นคำสั่งบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน พนักงานในระดับสูงซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ก่อนตามมาตรา 20 (1) ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีคำสั่ง และผลกระทบที่จะมีต่อผู้รับคำสั่งด้วย เพราะคำสั่งแต่งตั้งหรือถอดถอนพนักงานคนใดอาจเป็นการให้คุณหรือให้โทษแก่พนักงานผู้นั้นอยู่ในตัว การแต่งตั้งหรือถอดถอนพนักงานในระดับสูงย่อมมีความสำคัญ และมีผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานของพนักงานที่ปฏิบัติงานไปโดยถูกต้องและสุจริตมิให้ถูกกลั่นแกล้งจากผู้หนึ่งผู้ใด จึงจำกัดอำนาจของจำเลยที่ 2 ไว้ โดยให้ได้รับการกลั่นกรองจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกชั้นหนึ่งด้วยการพิจารณาถึงคำสั่งใดๆ ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ก่อนหรือไม่ จึงมิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำในคำสั่งว่าให้ไปปฏิบัติงานเพียงชั่วคราวหรือไม่เท่านั้น เพราะการมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งอื่นเป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอย่อมมิใช่อำนาจในการบริหารจัดการตามปกติ และมีผลอย่างเดียวกันกับการถอดถอนจากตำแหน่งเดิมนั่นเอง การที่จำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนัก (ระดับ 9) เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อจำเลยที่ 2 ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานภาคเหนือ ในฐานะที่ปรึกษาสำนักงานอุตสาหกรรมสวนป่าแม่เมาะ แม้ในคำสั่งจะระบุว่าให้ไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเวลา 120 วัน แต่ก็ให้โอนอัตราตามตัวไปตั้งเบิกจ่ายด้วย ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ต้องขาดจากอัตราและตำแหน่งเดิมจึงมีผลอย่างเดียวกับการถอดถอนโจทก์จากตำแหน่งเดิม ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองยังออกคำสั่งให้โจทก์ช่วยปฏิบัติงานต่อไปอีก 30 วัน โดยอ้างว่าเพื่อให้การบริหารจัดการบรรลุตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทั้งๆ ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม่เมาะยังไม่เคยมีแผนที่จะปรับปรุงงาน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอบุคคลใดไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว เพียงเพื่อไม่ต้องให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามที่ พ.ร.ฎ. จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฯ มาตรา 20 (1) บัญญัติไว้เท่านั้น หาใช่เป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามมาตรา 19 ไม่ คำสั่งของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 56/2546 สั่ง ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2546 ที่ให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงานอุตสาหกรรมป่าไม้แม่เมาะ และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ตามเดิม

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 56/2546 ที่สั่ง ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2546

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนัก (ระดับ 9) สำนักงานอำนวยการของจำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 จำเลยทั้งสองออกคำสั่งที่ 56/2546 ใหโจทก์ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคเหนือในฐานะที่ปรึกษาสำนักงานอุตสาหกรรมป่าไม้แม่เมาะเป็นเวลา 120 วัน โดยให้โอนอัตราตามตัวไปตั้งเบิกจ่ายด้วยปรากฏตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ก่อน

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า คำสั่งที่ 56/2546 ของจำเลยทั้งสองเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า คำว่า บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 20 (1) หมายถึง การให้พนักงานออกหรือพ้นจากตำแหน่งเดิมแล้วเข้าประจำในตำแหน่งหน้าที่ใหม่ซึ่งเป็นการออกหรือพ้นแล้วเข้าประจำโดยเด็ดขาด มิใช่เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว และจะต้องไม่มีคำสั่งต่อเนื่องอื่นใดให้ปฏิบัติงานต่อหรือกลับเข้าทำหน้าที่ในตำแหน่งเดิมอีก เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นเป็นการสมควร จึงมีคำสั่งที่ 56/2546 ให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงานอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคเหนือมีกำหนด 120 วัน

เมื่อครบกำหนดแล้วปรากฏว่าการปฏิบัติงานยังไม่ลุล่วงจึงได้มีคำสั่งให้ช่วยปฏิบัติงานต่อไปอีก 30 วัน คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ทำให้โจทก์ขาดจากงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมโดยเด็ดขาดเพราะเป็นการช่วยปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อครบกำหนดแล้วยังจะต้องมีคำสั่งต่อเนื่องให้โจทก์อยู่ปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อครบกำหนดแล้วยังจะต้องมีคำสั่งต่อเนื่องให้โจทก์อยู่ปฏิบัติงานต่อหรือกลับเข้าทำหน้าที่ในตำแหน่งเดิมอีก คำสั่งนี้จึงไม่ใช่การบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน ซึ่งไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ก่อน อำนาจในการออกคำสั่งของจำเลยที่ 2 นี้เป็นอำนาจตามมาตรา 19 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

พ.ศ.2499 ซึ่งหากเกิดความเสียหาย จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัวตามมาตรา 19 วรรคสอง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 56/2546 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 20 บัญญัติว่า "ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย คือ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือนตลอดจนลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและคนงาน ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของ อ.อ.ป. แต่ถ้าพนักงานเช่นว่านั้นเป็นพนักงานชั้นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือชั้นหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ที่ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการต้องได้รับความเป็นชอบจากคณะกรรมการก่อน

ฯลฯ" ซึ่งความในมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้บัญญัติว่า "คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอนสำหรับพนักงานและคนงาน พ.ศ.2541 (เอกสารหมาย จ.6 ตรงกับเอกสารหมาย ล.4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 ระบุไว้ในหมวด 1 ข้อ 9 ความว่า "ผู้อำนวยการมีอำนาจบรรจุและแต่งตั้ง หรือเลื่อนตำแหน่ง เพื่อแต่งตั้งพนักงานให้ดำรงตำแหน่งทุกตำแหน่ง เว้นแต่ตำแหน่งตั้งแต่พนักงาน ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าหน่วยงาน หรือเทียบเท่าขึ้นไปจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ"

สอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 20 (1) ดังกล่าว ส่วนมาตรา 19 วรรคแรก ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่จัดการและดำเนินการของ อ.อ.ป. ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับของ อ.อ.ป. และมีอำนาจบังคับบัญชารองผู้อำนวยการพนักงานและคนงานทุกตำแหน่ง" และวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้อำนวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการจัดการและดำเนินกิจการของ อ.อ.ป." เมื่อพิจารณามาตรา 19 และมาตรา 20 (1) ประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารจัดการและดำเนินกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับ และมีหน้าที่บังคับบัญชารองผู้อำนวยการ พนักงานและคนงานทุกตำแหน่ง

รวมทั้งมีอำนาจบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน ตลอดจนการลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและคนงานด้วย เว้นแต่พนักงานชั้นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือชั้นหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ที่ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการซึ่งเป็นพนักงานในระดับสูงจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อนจึงจะมีอำนาจกระทำได้ ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าคำสั่งใดเป็นคำสั่งในทางบริหารจัดการในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามมาตรา 19 หรือเป็นคำสั่งบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอนพนักงานในระดับสูงซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 20 (1) ก่อน จึงต้องคำนึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว

เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีคำสั่งและผลกระทบที่จะมีต่อผู้รับคำสั่งด้วย เพราะคำสั่งแต่งตั้งหรือถอดถอนพนักงานคนใดอาจเป็นการให้คุณหรือให้โทษแก่พนักงานผู้นั้นอยู่ในตัวการแต่งตั้งหรือถอดถอนพนักงานในระดับสูงย่อมมีความสำคัญ และมีผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานของพนักงานที่ปฏิบัติงานไปโดยถูกต้องและสุจริตมิให้ถูกกลั่นแกล้งจากผู้หนึ่งผู้ใด จึงจำกัดอำนาจของจำเลยที่ 2 ไว้ โดยให้ได้รับการกลั่นกรองจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกชั้นหนึ่งด้วยการพิจารณาถึงคำสั่งใด ๆ ว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ก่อนหรือไม่ จึงมิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำในคำสั่งที่ว่าให้ไปปฏิบัติงานเพียงชั่วคราวหรือไม่เท่านั้น

เพราะการมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งอื่นเป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ ย่อมมิใช่อำนาจในการบริหารจัดการตามปกติและมีผลอย่างเดียวกันกับการถอดถอนจากตำแหน่งเดิมนั่นเอง สำหรับคดีนี้ คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ 56/2546 ที่ให้โจทก์ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคเหนือ ในฐานะที่ปรึกษาสำนักงานอุตสาหกรรมสวนป่าแม่เมาะ แม้ในคำสั่งจะระบุว่าให้ไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเวลา 120 วัน แต่ก็ให้โอนอัตราตามตัวไปตั้งเบิกจ่ายด้วย ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ต้องขาดจากอัตราและตำแหน่งเดิมจึงมีผลอย่างเดียวกับการถอดถอนโจทก์ จากตำแหน่งเดิม ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองยังออกคำสั่งให้โจทก์ช่วยปฏิบัติงานต่อไปอีก 30 วัน โดยอ้างว่าเพื่อให้การบริหารจัดการบรรลุตามแผนงานที่กำหนดไว้

ทั้ง ๆ ที่ได้ความจากนายสมพงษ์ สมมิตร ผู้จัดการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม่เมาะว่าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม่เมาะยังไม่เคยมีแผนที่จะปรับปรุงงาน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอบุคคลใดไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีคำสั่งที่ 56/2546 ให้โจทก์ไปปฏิบัติในตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว เพียงเพื่อไม่ต้องให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 20 (1) บัญญัติไว้เท่านั้น หาใช่เป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามมาตรา 19 ไม่ คำสั่งของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทยา บุญชู · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้