Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 29664)

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรมราชทัณฑ์จำเลยจ้างเหมาโจทก์ให้ก่อสร้างตึกโรงพิมพ์ แม้จะปรากฏว่าในการก่อสร้างรายนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งให้ข้าราชการของกรมโยธาเทศบาลเข้าร่วมเป็นกรรมการอำนวยการสร้าง กรรมการเปิดซองประกวดราคา และกรรมการอื่นอีกหลายคณะ แต่ก็เป็นกรรมการเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้งานก่อสร้างของทางราชการดำเนินไปโดยเรียบร้อย หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยมอบหมายหรือแต่งตั้งให้ข้าราชการกรมโยธาเทศบาลหรือกรมโยธาเทศบาลเป็นตัวแทนของจำเลย หรือเป็นคู่สัญญาแทนจำเลยไม่การที่คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา โดย ธ. หัวหน้ากองก่อสร้างกรมโยธาเทศบาลขอให้โจทก์ลดเวลาก่อสร้างลง ซึ่งโจทก์ยินยอมโดยขอให้กองก่อสร้างอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างบางอย่างให้นั้น จึงหาใช่เงื่อนไขอันหนึ่งซึ่งเสมือนสัญญาที่จะผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามไม่โจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา และจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตามสัญญาให้อำนาจจำเลยริบการงานที่ทำไว้แล้วได้รวมทั้งจัดให้ผู้อื่นเข้าทำการงานนั้นต่อไป โดยผู้รับจ้างเหมายอมใช้ค่าเสียหายให้ทั้งสิ้น ดังนั้นบรรดาสัมภาระและวัสดุที่เหลืออยู่ในที่ก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะริบได้ ส่วนเครื่องผสมคอนกรีตมิใช่การงานที่ได้ทำไว้ แต่เป็นเครื่องใช้หรือเครื่องมือในการประกอบการงานของโจทก์เท่านั้น จำเลยหาอาจริบได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพิพากษารวมกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จัดให้มีการประกวดราคาก่อสร้างตึกโรงพิมพ์ของเรือนจำกลางคลองเปรม โจทก์เป็นผู้ประมูลราคาตึกโรงพิมพ์สองหลังได้ในราคาหลังละ 880,000 บาท จำเลยหรือตัวแทนจำเลยคือเจ้าหน้าที่กองก่อสร้าง กรมโยธาเทศบาล มีหน้าที่ต้องจัดซื้อเหล็กเส้นขนาด 1 นิ้ว 1 นิ้ว 2 หุน ปูนซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคาและฝ้าเพดานที่ใช้ในการก่อสร้างจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัดมาให้โจทก์ แต่จำเลยทำผิดข้อตกลง จัดหาซื้อเหล็กขนาด 1 นิ้วและปูนซีเมนต์ส่งให้โจทก์ชักช้า เป็นเหตุให้งานในงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ช้ากว่ากำหนดเวลาไป 2 เดือนเศษ และจำเลยไม่สามารถจัดซื้อเหล็ก 1 นิ้ว 2 หุนให้โจทก์เพื่อใช้งานในงวดที่ 3 เพราะบริษัทปูนซิเมนต์ไม่มีจำหน่าย

โจทก์ขอต่ออายุสัญญาไปอีก 150 วัน จำเลยยอมต่อให้เพียง 90 วัน และตอบให้โจทก์ทราบเมื่อใกล้จะสิ้นระยะเวลาที่ยอมต่อให้นั้น โจทก์ไม่ยินยอมยืนยันขอต่ออายุสัญญา 150 วัน จำเลยกลับบอกเลิกสัญญาอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา หลังจากบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยได้ละเมิดยึดเอาทรัพย์สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ในการก่อสร้างของโจทก์เป็นเงิน 300,036 บาทเอาเป็นของจำเลย การเลิกสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ขาดผลกำไรที่จะได้รับจากการรับเหมาก่อสร้างเป็นเงิน 352,000 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าก่อสร้างงานงวดที่ 1 ที่ 2 จากจำเลยเป็นเงิน 70,000 บาท แต่งานก่อสร้างของโจทก์แล้วเสร็จไปเกินกว่างานงวดที่ 2 คิดเป็นเงิน 795,690 บาทรวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้โจทก์ทั้งสิ้น 1,447,726 บาทขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวนดังกล่าว พร้อมทั้งดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงยินยอมรับเป็นผู้ซื้อวัสดุก่อสร้างให้โจทก์ โจทก์ทำงานล่าช้า ทอดทิ้งงานจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่มีทางที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาจำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา มีอำนาจริบเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนสิ่งของของโจทก์ในที่ก่อสร้างได้ตามสัญญา สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงรับเหมาก่อสร้างตึกโรงพิมพ์ 2 หลังจากโจทก์ โดยคิดราคาทั้งค่าสิ่งของและค่าจ้างหลังละ 880,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาของจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อโจทก์ ภายในวงเงินไม่เกิน 88,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ผิดสัญญาไม่ก่อสร้างตึกโรงพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา โจทก์จึงใช้สิทธิเลิกสัญญา

ริบเงินประกันตามสัญญา และได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 นำเงิน 88,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันไปชำระให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหลังจากบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้ประกวดราคารับจ้างเหมาก่อสร้างตึกโรงพิมพ์ทั้งสองหลังที่จำเลยที่ 1 สร้างไม่เสร็จนั้นบริษัทสุนทราภาก่อสร้างเป็นผู้ประมูลได้โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีก 561,735 บาท จำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์แล้ว 700,000 บาทแต่ผลงานที่จำเลยทำได้คิดเป็นเงิน 562,000 บาทโจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 เกินไป 138,000 บาท และจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับที่ก่อสร้างไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาคิดเป็นรายวันวันละ 1,000 บาทมีกำหนด 30 วัน เป็นเงิน 30,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายและค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้ให้โจทก์รวม 729,735 บาท

ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าปรับพร้อมทั้งดอกเบี้ย 752,768.82 บาท ให้จำเลยที่ 2 รับผิดใช้เงิน 88,000 บาทในยอดเงินที่กล่าวแล้วให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การทำนองเดียวกันคำฟ้องโจทก์สำนวนแรก จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดสัญญาอันโจทก์จะมีสิทธิริบเงินประกัน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นกำหนดให้เรียกบริษัทประพันธ์ จำกัดและบริษัทธนาคารแหลมทอง จำกัด เป็นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกกรมราชทัณฑ์เป็นจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 591,735 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี คิดจากยอดเงิน 561,735 บาทตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2501 และคิดจากยอดเงิน 30,000 บาทนับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2500 จนถึงวันชำระเสร็จให้จำเลย บริษัทประพันธ์ จำกัด โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถาทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้กรมราชทัณฑ์จำเลยใช้เงิน 647,484.50 บาทแก่บริษัทประพันธ์ จำกัด โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันบอกเลิกสัญญา (22 กรกฎาคม 2500) จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ที่ 1 ได้รับยกเว้นทั้งหมดในการอุทธรณ์อนาถามาชำระต่อศาลในนามโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 ให้ยกฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1488/2501 ของศาลชั้นต้นที่กรมราชทัณฑ์เป็นโจทก์เสีย บริษัทประพันธ์ จำกัด โจทก์ที่ 1 ฎีกาเฉพาะสำนวนแรก กรมราชทัณฑ์จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ทำผิดสัญญา หากแต่โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญานั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะปรากฏว่าในการก่อสร้างรายนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งให้ข้าราชการของกรมโยธาเทศบาลเข้าร่วมเป็นกรรมการอำนวยการสร้าง กรรมการควบคุมและตรวจการสร้าง กรรมการรับของประกวดราคา และกรรมการเปิดซองประกวดราคาด้วยแต่ก็เป็นกรรมการเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้งานก่อสร้างของทางราชการดำเนินไปโดยเรียบร้อย หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยมอบหมายหรือแต่งตั้งให้ข้าราชการกรมโยธาเทศบาล หรือกรมโยธาเทศบาลเป็นตัวแทนของจำเลย หรือเป็นคู่สัญญาแทนจำเลยไม่ การที่คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา โดยนายเธียร ภัทรจันทร์ หัวหน้ากองก่อสร้าง ขอให้โจทก์ที่ 1 ลดเวลาก่อสร้างลงให้เหลือเพียง 210 วัน

โจทก์ที่ 1 ยินยอมนั้น ก็น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 สมัครใจยอมลดเวลาให้เองโดยหวังที่จะได้ทำการก่อสร้างรายนี้ ตามบันทึกของโจทก์ที่ 1 ที่ขอให้กองก่อสร้างอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างบางอย่างเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2499 นั้น มีข้อความเป็นเรื่องขอให้กองก่อสร้างอำนวยความสะดวกให้ ทั้งเมื่อจำเลยกับโจทก์ได้ทำสัญญาจ้างเหมากัน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2499 ก็หาได้กำหนดหน้าที่จัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างดังกล่าวแล้วให้เป็นหน้าที่ของจำเลย หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายจำเลยจัดหาให้ไม่ กลับปรากฏตามสัญญาจ้างเหมาข้อ 1 ว่า "ผู้รับจ้างเหมาสัญญาว่าจักจัดหาสิ่งของที่ดี ฯ เพื่อประกอบการก่อสร้างฯ" จึงเห็นได้ชัดว่า

โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างมีหน้าที่จัดหาสัมภาระในการก่อสร้าง โดยทางกองก่อสร้างกรมโยธาเทศบาลเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดซื้อเท่านั้น บันทึกของโจทก์ที่ 1 ที่ขอให้กองก่อสร้างอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อวัสดุดังกล่าวแล้ว จึงหาใช่เงื่อนไขอันหนึ่งซึ่งเสมือนสัญญาที่จะผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญานั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหาใช่จำเลยไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 ทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา จำเลยก็มีสิทธิเลิกสัญญาได้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 2 มิพักต้องตักเตือนถึง 3 ครั้งตามสัญญาข้อ 6 เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว

จำเลยจะมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าปรับเป็นรายวันวันละ 1,000 บาท มีกำหนด 30 วันตามสัญญาข้อ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 2 ระบุว่าหากผู้รับจ้างเหมาทำงานจ้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างเหมาปรับเป็นรายวัน วันละ 1,000 บาท มีกำหนด 30 วัน เมื่อครบกำหนด 30 วันแล้ว ผู้รับจ้างเหมายังทำไม่แล้วเสร็จผู้ว่าจ้างเหมามีสิทธิเลิกสัญญานี้ได้ทันที ดังนี้ เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าหลังจากครบกำหนดที่จำเลยต่ออายุสัญญาให้แล้ว โจทก์ที่ 1ก็ยังทำงานไม่แล้วเสร็จ เลยเวลา 30 วัน จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าปรับวันละ 1,000 บาท มีกำหนด 30 วันตามสัญญา ส่วนปัญหาที่ว่า

จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยได้เพียงใดนั้น ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 2 ระบุว่า ถ้าผู้รับจ้างเหมาทำงานไม่แล้วเสร็จผู้ว่าจ้างเหมามีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที และจัดให้ผู้อื่นเข้าทำการต่อไป โดยผู้รับจ้างเหมายอมใช้ค่าเสียหายให้ทั้งสิ้น และข้อ 6 ระบุว่า ถ้าผู้รับจ้างทำผิดสัญญาซึ่งผู้ว่าจ้างเหมาเห็นว่าไม่มีหวังที่จะทำการให้แล้วเสร็จได้ในกำหนดเวลา ผู้ว่าจ้างเหมามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่ผู้รับจ้างเหมาและริบเงินประกัน พร้อมทั้งการงานที่ทำไว้แล้วได้ แล้วจัดให้ผู้อื่นเข้าทำการงานต่อไป โดยผู้รับจ้างเหมายอมใช้ค่าเสียหายให้ทั้งสิ้น ทางพิจารณาได้ความว่า

จำเลยได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างซึ่งเป็นผลงานงวดที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ที่ 1 รับไปแล้วเป็นเงิน 700,000 บาท ส่วนงานงวดที่ 3 ยังไม่แล้วเสร็จและเมื่อบอกเลิกสัญญากันแล้วจำเลยได้ว่าจ้างบริษัทสุนทราภาก่อสร้าง จำกัด ดำเนินการก่อสร้างใช้สัมภาระและวัสดุที่ริบจากโจทก์ที่ 1 ได้ทั้งหมด เป็นเงินค่าก่อสร้าง 1,621,735 บาท โจทก์ที่ 1 รับเหมาก่อสร้างตึกโรงพิมพ์ดังกล่าวในราคา 1,760,000 บาท โจทก์ที่ 1 รับเงินไปแล้ว 700,000 บาท คงเหลือเงินอยู่ 1,060,000 บาท จำเลยต้องจ่ายเงินให้บริษัทสุนทราภาก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก 561,735 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับชดใช้ให้จำเลยตามสัญญาดังกล่าวแล้ว สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยจะมีสิทธิริบสัมภาระและวัสดุในที่ก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 ที่เหลืออยู่ในที่ก่อสร้างหรือไม่นั้น เห็นว่าตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 6 ให้อำนาจจำเลยผู้ว่าจ้างริบการงานที่ทำไว้แล้วได้รวมทั้งจัดให้ผู้อื่นเข้าทำการงานนั้นต่อไป โดยผู้รับจ้างเหมายอมใช้ค่าเสียหายให้ทั้งสิ้น

ศาลฎีกาเห็นว่า บรรดาสัมภาระและวัสดุที่เหลืออยู่ในที่ก่อสร้าง เว้นแต่เครื่องผสมคอนกรีตเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ที่ 1 ทำค้างไว้จำเลยจึงมีสิทธิที่จะริบสัมภาระและวัสดุก่อสร้างเหล่านั้น ได้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 6 ดังกล่าวแล้ว ส่วนเครื่องผสมคอนกรีต 2 เครื่องนั้น มิใช่การงานที่ได้ทำไว้ แต่เป็นเครื่องใช้หรือเครื่องมือในการประกอบการงานของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น จำเลยจึงริบไม่ได้ แต่จำเลยได้ริบไปแล้ว จึงต้องใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 และจำเลยยังโต้เถียงราคาเครื่องผสมคอนกรีตนี้อยู่ศาลเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายข้อนี้ให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งคิดหักจากค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 จะต้องใช้ให้จำเลยเป็นเงิน 561,735 บาทแล้ว คงเหลือเป็นยอดเงิน 541,735 บาท รวมกับค่าปรับวันละ 1,000 บาท มีกำหนด 30 วัน 30,000 บาทตามสัญญาเป็นเงิน 571,735 บาท คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ข้อที่ให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินให้จำเลย 591,735 บาทนั้น เป็นให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 571,735 บาทให้จำเลย และดอกเบี้ยที่ให้คิดจากยอดเงิน 561,735 บาทนั้น เป็นให้คิดจากยอดเงิน 541,735 บาทและให้คืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่กรมราชทัณฑ์จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามบริษัทประพันธ์ จำกัด โจทก์ที่ 1 ในการที่ได้รับยกเว้นในการอุทธรณ์อย่างคนอนาถาแก่กรมราชทัณฑ์จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · อุดม จาละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้