Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 29628)

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาเช่าประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่โจทก์และจำเลยที่ 1ได้ทำกันไว้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2509 สรุปความได้ว่า ที่ดินตามสัญญาที่ได้รับประทานบัตรแล้ว จำเลยที่ 1 คงเป็นผู้ถือประทานบัตรอยู่ ที่ดินที่ยังไม่ได้รับประทานบัตร เป็นหน้าที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้ได้ประทานบัตร แต่เงินค่าธรรมเนียมต่างๆที่จะต้องเสีย โจทก์เป็นคนออก และโจทก์เป็นผู้ทำเหมืองแร่ในที่ดินที่ได้ประทานบัตรแล้ว จำเลยที่ 1จะได้รับผลประโยชน์ซึ่งเรียกว่าค่าเช่าร้อยละสามของแร่ที่ทำได้สัญญามีผลบังคับตลอดไปจนกว่าโจทก์จะขุดแร่หมดเนื้อที่ข้อสัญญาดังนี้ ไม่ใช่การโอนประทานบัตรตามความในมาตรา 45แห่งพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461. เพราะจำเลยที่ 1ยังเป็นผู้ถือประทานบัตร มีนิติสัมพันธ์กับทางราชการอยู่ โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าทำเหมืองแร่โดยอาศัยประทานบัตรของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หากแต่เป็นการรับช่วงเข้ามาทำเหมือง ซึ่งไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากัน แต่พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461 นี้ ต่อมาได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งมีมาตรา 76 และ 77 บัญญัติห้ามผู้ถือประทานบัตร ยอมให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายและให้ผู้ถือประทานบัตรยื่นคำขอต่อทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ และให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้มีการรับช่วงการทำเหมืองได้ตามที่จะพิจารณาเห็นสมควร บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มิได้ห้ามการรับช่วงทำเหมืองโดยเด็ดขาดหากรัฐมนตรีอนุญาต ก็ย่อมรับช่วงการทำเหมืองได้ ดังนั้น การชำระหนี้ตามสัญญารายนี้ จึงไม่เป็นการพ้นวิสัย(วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)จำเลยที่ 2 ได้ถือสิทธิครอบครองที่พิพาทมาก่อนจำเลยที่ 1จะได้ประทานบัตร จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิหาแร่ในที่พิพาท เว้นแต่ จะได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ 2 เสียก่อนตามพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ.2461 มาตรา 74แม้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะได้ทำข้อตกลงกันไว้ตามเอกสาร ล.1 แต่ก็ยังมิได้กำหนดและชดใช้ราคาทรัพย์สินในที่พิพาทกัน จำเลยที่ 1 ยังฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ โจทก์ผู้รับช่วงการทำเหมืองจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกันโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินตามสัญญาเช่าทำเหมืองความประสงค์ของโจทก์ก็คือ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ได้เข้าทำเหมืองแร่นั่นเองฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการตรงตามคำขอของโจทก์อยู่แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นเรื่องราวขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลนาสาร อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 7 แปลง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2509 จำเลยที่ 1 ได้ตกลงให้โจทก์เช่าที่ดินทั้งหมดที่จำเลยยื่นขอประทานบัตรไว้เพื่อให้โจทก์ได้เข้าทำเหมืองแร่ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าประทานบัตรท้ายฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตร 2 ฉบับ ที่ดินตามประทานบัตรทั้งสองฉบับนี้ บริษัทไซมีสตินจำกัดเคยได้รับประทานบัตรมาก่อน แต่หมดอายุแล้วจำเลยที่ 2 แต่ละสำนวนเดิมเป็นคนงานของบริษัทไซมีสติน จำกัด ได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินนี้บางส่วน โดยอาศัยสิทธิตามประทานบัตรของบริษัทไซมีสติน

จำกัด ในฐานะคนงาน ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2511 โจทก์ได้ครอบครองที่ดินตามประทานบัตร และได้นำเครื่องจักรและเครื่องมือเข้าไปไว้เพื่อทำเหมืองแร่ จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนไม่ยอมออกจากที่ดินและกีดขวางต่อการที่โจทก์จะเข้าไปทำเหมืองแร่ ทำให้โจทก์เสียหาย จึงขอให้จำเลยที่ 1 จัดการส่งมอบที่ดินที่เช่าให้โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนและบริวารออกไป ห้ามมิให้เกี่ยวข้องและให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนขาดนัด จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 กับพวกได้ปกครองที่ดินรวมกันเป็นหมู่บ้านมานานแล้ว บริษัทไซมีสติน จำกัดเคยขอประทานบัตรแร่กลวมในที่ดินหมู่บ้านนี้ จำเลยที่ 2 กับพวกคัดค้าน ในที่สุดบริษัทไซมีสตินจำกัดยอมตัดที่ดินหมู่บ้านนี้ออกจากเขตประทานบัตร

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2510 จำเลยที่ 2 ได้ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ประทานบัตรแร่กลวมในที่ดินของจำเลยที่ 2 จึงได้ร่วมกันยื่นคำคัดค้าน ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านนาสาร ให้จำเลยที่ 1 เจาะหาแร่ได้แต่ถ้าจะสูบฉีดหาแร่ ต้องทำความตกลงเรื่องราคาพืชผลและเคหสถานให้เรียบร้อยก่อน ปรากฏตามสำเนาสัญญาท้ายคำให้การ จำเลยที่ 2 ทุกคนเว้นนายเลี่ยม ทรงโสภา ยินดีออกจากที่พิพาท ถ้าจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ยอมเสียค่าชดใช้ให้ตามสัญญาประนีประนอม และตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์โอนประทานบัตร และเป็นการรับช่วงการทำเหมืองแร่ตามพระราชบัญญัติแร่

พ.ศ. 2510 มาตรา 77 ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นการพ้นวิสัยจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 อยู่ในที่พิพาทมาก่อนสัญญาเช่า ไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์โจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญามาฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกสำนวน โจทก์ทุกสำนวนอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าประทานบัตรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่สัญญาโอนประทานบัตร ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลใช้บังคับได้ แม้ต่อมาพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ห้ามผู้ถือประทานบัตรให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองแร่เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีก็ตาม ก็หาทำให้สัญญานั้นซึ่งใช้บังคับได้อยู่แล้ว กลับกลายเป็นโมฆะไปไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถให้โจทก์เข้าทำเหมืองได้ตลอดเนื้อที่ตามสัญญา โจทก์ย่อมบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ทุก สำนวนครอบครองที่พิพาทมาก่อนจำเลยที่ 1 ได้ประทานบัตร โจทก์เป็นเพียงผู้เช่าประทานบัตร จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นรายสำนวน โจทก์และจำเลยที่ 1 ทุกสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าประทานบัตรเอกสาร จ.3 ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้ สรุปความได้ว่า ที่ดินตามสัญญาที่ได้รับประทานบัตรแล้ว จำเลยที่ 1 คงเป็นผู้ถือประทานบัตรอยู่ ที่ดินที่ยังไม่ได้รับประทานบัตร เป็นหน้าที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้ได้ประทานบัตร การติดต่อกับทางราชการ เกี่ยวกับกิจการทำเหมืองแร่ทุกอย่าง เช่น การขอเสียภาษี การขอขายแร่ เป็นหน้าที่จำเลยที่ 1 แต่เงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จะต้องเสีย โจทก์เป็นคนออก และโจทก์เป็นผู้ทำเหมืองแร่ในที่ดินที่ได้ประทานบัตรแล้วจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์จากโจทก์ซึ่งในสัญญาเรียกว่าค่าเช่าร้อยละสามของแร่ที่ทำได้ สัญญามีผลบังคับตลอดไปจนกว่าโจทก์จะขุดแร่หมดเนื้อที่ ข้อสัญญาดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่า

ไม่ใช่การโอนประทานบัตรตามความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่พ.ศ. 2461 เพราะจำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้ถือประทานบัตร มีนิติสัมพันธ์กับทางราชการอยู่ โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าทำเหมืองแร่โดยอาศัยประทานบัตรของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หากแต่เป็นการรับช่วงการทำเหมืองซึ่งไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ. 2461 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากัน แต่พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ. 2461 นี้ ต่อมาก็ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 จำเลยที่ 1 จึงฎีกาขึ้นมาว่าสัญญาตามเอกสาร จ.3 ที่ทำไว้เป็นอันพ้นวิสัยที่จะปฏิบัติได้ เพราะพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ห้ามรับช่วงการทำเหมือง ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า

พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ได้บัญญัติถึงการรับช่วงการทำเหมืองไว้ในมาตรา 76 และ 77 เป็นความว่า ห้ามผู้ถือประทานบัตรยอมให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมือง เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายให้ผู้ถือประทานบัตรยื่นคำขอต่อทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ และให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้มีการรับช่วงการทำเหมืองได้ตามที่จะพิจารณาเห็นสมควร จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้ห้ามการรับช่วงการทำเหมืองโดยเด็ดขาด หากรัฐมนตรีอนุญาตก็ย่อมรับช่วงการทำเหมืองกันได้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่จึงมีมติว่าการชำระหนี้รายนี้ไม่เป็นการพ้นวิสัย ในปัญหาที่ว่าโจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์สืบไม่ได้ว่าบริษัทไซมีสตินเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าอยู่ในที่พิพาท คดีฟังได้เพียงว่าขณะจำเลยที่ 2 เข้าอยู่ในที่พิพาทนั้น บริษัทไซมีสตินถือประทานบัตรอยู่ แต่บริษัทไซมีสตินมิได้ทำเหมืองแร่มาถึงที่พิพาท จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในที่พิพาทเรื่อยมาจนบริษัทไซมีสตินถอนประทานบัตรไป จำเลยที่ 2 ได้ถือสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของที่พิพาท โดยเข้าปลูกบ้านและทำนาทำสวนมาก่อนจำเลยที่ 1 จะได้ประทานบัตรแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิหาแร่ในที่พิพาทเว้นแต่จะได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ 2 เสียก่อน ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ พ.ศ. 2461 มาตรา 74 แม้ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะได้ทำข้อตกลงกันไว้ตามเอกสาร ล.1 แต่ก็ยังมิได้กำหนดและชดใช้ราคาทรัพย์สินในที่พิพาทกัน จำเลยที่ 1 ยังฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ โจทก์ผู้รับช่วงการทำเหมืองจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน

ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินให้โจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินให้โจทก์ก็คือ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้โจทก์ได้เข้าทำเหมืองนั่นเอง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเอกสาร จ.3 ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจไปชดใช้ราคาทรัพย์สินให้จำเลยที่ 2 ตามที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้แล้ว ก็อาจบังคับกันได้ เป็นการตรงตามคำขอของโจทก์อยู่แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม ทันด่วน · พิชัย รชตะนันทน์ · ยงยุทธ เลอลภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้