Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ห้างม.เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินกิจการแทน ต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เข้าหุ้นกันตั้งห้างส. เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อขยายกิจการค้าของห้างม. และจำเลยที่ 1 ได้ทำการค้าของห้างส.ต่อมาในนามของห้าง ม. โดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่จำเลยทั้งสามประกอบการค้าร่วมกันดังกล่าว จึงเป็นการเข้าหุ้นส่วนกัน เมื่อจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทและเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เป็นการทำแทนห้าง ส. แต่ใช้ชื่อห้าง ม. จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ชื่อ "มรกต" หรือ "แสงมรกต" ในการทำนิติกรรมต่าง ๆ กับโจทก์ และบุคคลอื่น จำเลยใช้ชื่อหุ้นส่วนว่ามรกตหรือแสงมรกต จำเลยที่ 1 ในนามห้างมรกตได้ทำหนังสือใบรับสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) และสัญญาจะชำระเงินตามตั๋วแลกเงิน 2 ฉบับไว้ต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันสัญญา แต่เมื่อหนี้ตามสัญญาดังกล่าวถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระให้โจทก์คิดเป็นหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีจากวันผิดนัดถึงวันฟ้องรวมทั้งสิ้นที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ 252,758.82 บาท กับจำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อกระดาษอัดรูป โดยจำเลยสัญญายินยอมให้ผู้ขายสินค้ามีอำนาจออกตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายเอากับจำเลยในชื่อร้านมรกต

โจทก์ไปเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้และจ่ายเงินให้ผู้ขายสินค้าเป็นเงิน 3,020 เหรียญอเมริกัน เท่ากับ 147,420 บาท แต่จำเลยที่ 1 กลับผิดสัญญาจึงต้องรับผิดใช้เงินที่กล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 184,821.20 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสี่รวมกันชำระหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีในต้นเงินจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในห้างมรกตห้างมรกตและห้างแสงมรกตเป็นคนละห้างต่างหากจากกัน จำเลยที่ 1ในนามห้างมรกตไม่ได้ทำสัญญา

ใบรับสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) ไม่ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ หากเป็นจริงดังฟ้อง ก็เป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้จ่ายเงินให้ผู้ขายสินค้าดังฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 3 ให้การว่า ห้างมรกตและห้างแสงมรกตมีฐานะคนละคนไม่เกี่ยวพันกัน ห้างมรกตมีนางสมใจภรรยาจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการและจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน ส่วนห้างแสงมรกตมีนายบักเตียงจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงหุ้นส่วนเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 เมื่อจดทะเบียนพาณิชย์แล้วห้างแสงมรกตไม่ได้กระทำกิจการค้าใด ๆ เลย และจำเลยที่ 3 ได้ถอนตัวจากหุ้นส่วนในห้างแสงมรกตแล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาใบรับสินค้าเชื่อในนามห้างมรกตไม่ผูกพันห้างแสงมรกตซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้จัดการไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1กระทำสัญญาใด ๆ หรือกระทำกิจการใด ๆ แทนห้างแสงมรกต จำเลยที่ 3ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวใด ๆ จากโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาใบรับสินค้าเชื่อ (ทรัสต์รีซีท) และขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามฟ้องกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้เงินและดอกเบี้ย หนี้สินตามฟ้องเกิดขึ้นในระหว่างที่ยังเป็นหุ้นส่วนกันอยู่ จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้ค้ำประกันเฉพาะสัญญาทรัสต์รีซีท คงต้องรับผิดเพียงนั้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 352,202.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 318,855 บาท 40 สตางค์ จากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 4 ชำระแทนในวงเงินไม่เกิน 178,743.40 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2512 จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาได้ความว่า ห้างมรกตและห้างแสงมรกต เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีสำนักงานอยู่ห้องเดียวกันคือห้องเลขที่ 607 ถนนบำรุงเมือง ห้างมรกตนั้นนางสมใจ ทับศิลา ภรรยาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์เพื่อประกอบการค้ากล้องถ่ายรูป เครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูปและเครื่องเขียนแบบเรียน จำนวนเงินทุน 20,000 บาท มีนางสมใจ ทับศิลาเป็นเจ้าของและผู้จัดการ เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนพาณิชย์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2507 และปรากฏหลักฐานในสำเนาคำขอจดทะเบียนพาณิชย์เอกสารหมาย ล.1 ว่า ต่อมาห้างนี้ได้จดทะเบียนเลิกไปแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าเลิกเมื่อใด ส่วนห้างแสงมรกต

จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์เพื่อประกอบการค้ากล้องถ่ายรูปและเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูปจำนวนเงินทุน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้น เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนพาณิชย์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2508 สำหรับห้างมรกตเมื่อจดทะเบียนแล้วก็ประกอบการค้ากล้องถ่ายรูปและเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูปตลอดมา โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินกิจการแทนนางสมใจ ทับศิลา และวินิจฉัยว่า ห้างมรกตและห้างแสงมรกตเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แม้จะแยกกันจดทะเบียนพาณิชย์แต่การที่ห้างทั้งสองประกอบพาณิชย์กิจเกือบจะเป็นประเภทเดียวกัน คือห้างแสงมรกตทำการค้ากล้องถ่ายรูปเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูป

ส่วนห้างมรกตทำการค้ากล้องถ่ายรูปเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูปและเครื่องเขียนแบบเรียน ที่ตั้งของสำนักงานก็อยู่ห้องเดียวกัน ส่วนป้ายหน้าร้านมีแต่ป้ายของห้างมรกตสำหรับการดำเนินกิจการของห้าง แม้ห้างมรกตจะจดทะเบียนพาณิชย์ว่านางสมใจ ทับศิลาเป็นผู้จัดการ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของนางสมใจก็เป็นผู้ดำเนินกิจการแทน ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เป็นหุ้นส่วนของห้างแสงมรกตด้วย ห้างมรกตประกอบการค้าตลอดมานับแต่จดทะเบียนพาณิชย์ แต่ไม่ปรากฏว่าห้างแสงมรกตได้ทำการค้าในนามของตนเองเลย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าห้างแสงมรกตไม่ได้ทำการค้า เพราะนับแต่วันจดทะเบียนพาณิชย์จนถึงวันฟ้องก็เป็นเวลาถึง 7 ปีเศษ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ห้างแสงมรกตจะจดทะเบียนพาณิชย์และตั้งสำนักงานไว้เฉย

ๆ โดยไม่ประกอบการค้า พฤติการณ์น่าเชื่อตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เข้าหุ้นกันจดทะเบียนพาณิชย์ตั้งห้างแสงมรกตประกอบการค้ากล้องถ่ายรูปและเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูป เพื่อขยายกิจการค้ากล้องถ่ายรูปและเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูปของห้างมรกตเดิมของจำเลยที่ 1 ภรรยานั้นเอง แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีความชำนาญทางการค้าประเภทนี้อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 จึงทำการค้ากล้องถ่ายรูปและเครื่องอุปกรณ์การถ่ายรูปของห้างแสงมรกตต่อมาในนามของห้างมรกต โดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่จำเลยทั้งสามและจำเลยที่ 1 กับภรรยาประกอบการค้าร่วมกันดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการเข้าหุ้นส่วนกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทและเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามฟ้องเป็นการทำแทนห้างแสงมรกต แต่ใช้ชื่อห้างมรกตดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณ์ โสภิตกุล · ยงยุทธ เลอลภ · อุดม จาละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้